อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
บทนำ

ในเส้นทางการทำงานด้านศาสนา สังคม และวิชาการ บุคลากรผู้ทุ่มเทขับเคลื่อนมักต้องเผชิญกับภารกิจและความท้าทายรอบด้าน ทั้งงานในพื้นที่และการเดินทางเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้คน
ในยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์อันไม่คาดฝัน “กำลังใจ” และ “การขอพร (ดุอาอ์)” จึงเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่ง ดังเช่นกรณีอุบัติเหตุครั้งใหญ่ของ ดร.อับดุลรอหมาน มูเก็ม นักวิจัยผู้ทรงคุณวุฒิ และครอบครัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธา ความตระหนักรู้ต่อบททดสอบจากพระเจ้า และน้ำใจจากสังคมที่หลั่งไหลเข้ามาโอบอุ้มในยามวิกฤต
สถานการณ์อุบัติเหตุและความเมตตาจากอัลลอฮ์
วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ผู้เขียน บาบอฮุสณีบินหะยีคอเนาะ และคณะจากจังหวัดสงขลา ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ ดร.อับดุลรอหมาน มูเก็ม และครอบครัว ณ บ้านพักในอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช สืบเนื่องจากเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางกลับจากการร่วมงานแต่งงานของหลานที่อำเภอบางบัวทอง โดยรถยนต์เกิดเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าบริเวณอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
เหตุการณ์ในครั้งนี้มีผู้ร่วมเดินทางรวมทั้งสิ้น 14 ชีวิต แม้จะเป็นอุบัติเหตุที่รุนแรง แต่ ดร.อับดุลรอหมาน ได้กล่าวด้วยความน้อมรับและขอบคุณต่อพระผู้เป็นเจ้าว่า
“อัลลอฮฺทรงเมตตาพวกเรา ผมและครอบครัวรวม 14 ชีวิตทุกคนปลอดภัย”
โดยในส่วนของครอบครัว “มูเก็ม” และครอบครัว “อะลิแอ” ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ เช่น ภรรยาเย็บ 6 เข็ม เด็กน้อยทั้งสาม (เอลนัส, มุมตัส, ฮายัต) ปลอดภัยมีเพียงแผลถลอก และตัว ดร.อับดุลรอหมาน เองปลอดภัยดีมีอาการเมื่อยล้าเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ยังมีสมาชิกบางท่านที่ยังคงต้องดูแลรักษาตัวและรอเข้ารับการผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาลสิชล อาทิ หลานชาย (ยุมอัต อะลิแอ), กะสูนะ บุญแต่ง, แม่ภรรยา (โต๊ะเหมาะ) ที่กระดูกหัก รวมถึงบังหนุ่ม บุญแต่งที่ต้องเย็บถึง 35 เข็ม
ท่ามกลางเหตุการณ์วิกฤตนี้ ดร.อับดุลรอหมาน ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลสิชล, ทีมกู้ภัยเพชรเกษมสิชล ที่เข้าถึงพื้นที่ภายใน 2 นาที, สถานีตำรวจภูธรสิชล, พี่น้องในพื้นที่ ตลอดจน ร้านอาหารน้องเวฟ (ข้าวขาหมู) ที่นอกจากจะให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ยังเอื้อเฟื้อสถานที่ให้ได้ประกอบศาสนกิจละหมาดยามรุ่งอรุณ (ซุบฮี) อีกด้วย

ประวัติและเส้นทางการศึกษา
ดร.อับดุลรอหมาน มูเก็ม เป็นผู้ที่มีพื้นฐานการศึกษาทั้งทางด้านศาสนาจากศูนย์อบรมประจำมัสยิดที่บ้าน หลังจากนั้นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือชาวบ้านเรียกติดปากว่า ปอเนาะ และทางโลกอย่างลึกซึ้ง
โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขารัฐศาสตร์ (การเมืองการปกครอง) และกฎหมายอิสลาม จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ในสาขารัฐศาสตร์ปรัชญาการเมือง ณ มหาวิทยาลัยมุสลิมอาลิการ์ ประเทศอินเดีย
ด้วยความโดดเด่นในด้านวิชาการและการอุทิศตนเพื่อสังคม ทำให้ท่านได้รับการยกย่องและได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
บทบาทและงานวิชาการ
ในฐานะนักวิจัยประจำศูนย์เอเชียใต้ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.อับดุลรอหมาน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง สังคม วัฒนธรรม และศาสนาในภูมิภาคเอเชียใต้ รวมถึงประเด็นสันติภาพและความรุนแรงในสังคมพหุวัฒนธรรม
นอกจากงานด้านการวิจัยและการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ท่านยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานด้านสังคมและชุมชน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนงานพัฒนาเยาวชน ผ่านการจัดค่ายอบรมมากมายที่เน้นเสริมสร้าง ทักษะชีวิต (Life Skills) ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างศาสนา พหุวัฒนธรรม เท่าทันโลก และสอดรับกับกระแสร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน
งานวิชาการของท่านจึงไม่เพียงแต่จำกัดอยู่เพียงในแวดวงรั้วมหาวิทยาลัย แต่ยังมีการเผยแพร่บทความวิเคราะห์สถานการณ์ระหว่างประเทศและการเมืองโลกผ่านสื่อสาธารณะชั้นนำต่าง ๆ เช่น The101.world และ The Public Post ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจอันลึกซึ้งแก่สังคมวงกว้างเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้ง พหุวัฒนธรรม และสันติวิธี
ทัศนะและมุมมองต่อชีวิต: “บททดสอบจากพระเจ้า”
จากเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นทัศนะและมุมมองชีวิตของ ดร.อับดุลรอหมาน มูเก็ม ที่มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวคือ “บททดสอบจากพระเจ้า” แม้จะต้องเผชิญกับภัยอันตรายและความเจ็บปวดของคนในครอบครัว แต่สิ่งแรกที่ท่านแสดงออกคือความขอบคุณ (อัลฮัมดุลิลลาห์) ต่อความเมตตาของอัลลอฮ์ที่คุ้มครองชีวิตทั้ง 14 ชีวิตไว้ได้
ทัศนะเช่นนี้บ่งบอกถึงความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของผู้ทำงานศาสนาและสังคม ที่เข้าใจว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคือความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า การตั้งมั่นอยู่ในความศรัทธา การมีสติ และการขอบคุณต่อความช่วยเหลือจากเพื่อนมนุษย์ เป็นเครื่องยืนยันถึงหัวใจที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
บทสรุป
อุบัติเหตุของ ดร.อับดุลรอหมาน มูเก็ม และครอบครัว เปรียบเสมือนบททดสอบครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึง “พลังแห่งความศรัทธา” และ “ความเอื้ออาทรของสังคมไทย”
กำลังใจจากกัลยาณมิตร การดูแลช่วยเหลืออย่างรวดเร็วจากทีมกู้ภัยและชุมชน รวมถึงความน้อมรับในบททดสอบด้วยความศรัทธาของ ดร.อับดุลรอหมาน คือเครื่องเตือนใจว่า ผู้ทำงานศาสนาและสังคมย่อมได้รับการโอบอุ้มด้วยความเมตตา ทั้งจากพระผู้เป็นเจ้าและเพื่อนมนุษย์เสมอ เพื่อให้พวกเขาสามารถก้าวเดินต่อไปในการสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป
หมายเหตุ
ชมคลิปอุบัติเหตุย้อนหลังใน
https://www.facebook.com/share/r/1EnL896jjX/?mibextid=wwXIfr
Abdunrohman Mukem
@highlightTayul Arifeen
474 total views, 474 views today

More Stories
สันติวิธีชาวบ้านในการปกป้องทรัพยากร: กรณีศึกษาชาวบ้านทุ่งยางแดงรวมพลังละหมาดฮายัตคัดคท่ามกลางแผนทำ “พรุลานควาย” เป็นแก้มลิงรับน้ำยะลา
จากปอเนาะดั้งเดิมสู่ต้นแบบการศึกษายุคใหม่: โรงเรียนสังคมอิสลามวิทยา สะเดา สงขลา (ปอเนาะบ้านลุ่ม) ดึง “Banloom TV” ขับเคลื่อน Active Learning สร้างเด็กไทยศตวรรษที่ 21 รู้คู่คุณธรรม
ทำไมต้องฟ้อง? เมื่อข่าวปลอมและ Hate Speech ลุกลามสู่การคุกคามชีวิตและครอบครัว: กรณีศึกษาของ สว.อังคณา และ สส.รอมฎอน