สิงหาคม 1, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

สันติวิธีชาวบ้านในการปกป้องทรัพยากร: กรณีศึกษาชาวบ้านทุ่งยางแดงรวมพลังละหมาดฮายัตคัดคท่ามกลางแผนทำ “พรุลานควาย” เป็นแก้มลิงรับน้ำยะลา

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

1. บทนำ

       ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น มักสะท้อนผ่านภาพความเหลื่อมล้ำในการใช้อำนาจและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ กรณีศึกษาการรวมตัวของชาวบ้านจาก 4 ตำบลในอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี ที่ร่วมกันประกอบพิธีละหมาดฮายัต (Solah Hajat) ณ ศาลากลางทุ่งตำบลน้ำดำ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อคัดค้านแผนการเปลี่ยน “พรุลานควาย” ให้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิงสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองยะลา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการใช้สันติวิธีและพลังทางจิตวิญญาณของชุมชนในการลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดและฐานทรัพยากรของตนเองอย่างทรงพลัง

2. สถานการณ์: เมื่อพรุลานควายถูกมองเป็น “พื้นที่รับน้ำ” แต่ชาวบ้านมองเป็น “ลมหายใจของชีวิต”

     จุดเริ่มต้นของความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมรับฟังความคิดเห็นของโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบ้านควนน้อย-พรุลานควาย และโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบ้านบากาซาแม-พรุลานควาย ซึ่งผลักดันโดยกรมทรัพยากรน้ำและเทศบาลนครยะลา โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมเทศบาลนครยะลา

      ในมุมมองของรัฐและเขตเมืองยะลา พรุลานควายถูกนิยามให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเมือง แต่ในมุมมองของชุมชนท้องถิ่น “พรุลานควาย” ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่กว่า 15,000 ไร่ หาใช่พื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่รอการปรับปรุง หากแต่เป็น

  • แหล่งอาหารและเศรษฐกิจฐานราก: เป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและพื้นที่เกษตรกรรมที่หล่อเลี้ยงผู้คนมาหลายชั่วอายุคน
  • ระบบนิเวศน์ที่สำคัญ: เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีศักยภาพสูงในการยกระดับสู่การเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site)

      การเปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ให้กลายเป็นแก้มลิงรับน้ำ จะนำมาซึ่งปัญหาการท่วมขังยาวนาน ความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูก การสูญเสียทรัพยากรประมง และการทำลายล้างวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนปลายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. การศึกษากับหน้าที่พลเมืองในการปกป้องทรัพยากร

      กรณีศึกษาของอำเภอทุ่งยางแดงสะท้อนบทเรียนอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับ “หน้าที่พลเมือง” (Civic Duty) ในมิติของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการเมืองภาคพลเมือง การปกป้องพรุลานควายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเคลื่อนไหวทางกฎหมายหรือการยื่นหนังสือร้องเรียน แต่เป็นการแสดงออกถึงสำนึกความเป็นเจ้าของแผ่นดิน

      พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่รับนโยบายจากส่วนกลาง แต่มีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกป้องสิทธิชุมชน ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของตนเอง การที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาศึกษาข้อมูล ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของโครงการ และลุกขึ้นมาปกป้องฐานทรัพยากร จึงเป็นการทำหน้าที่พลเมืองที่มีความตื่นรู้ (Active Citizen) อย่างแท้จริง ซึ่งช่วยถ่วงดุลอำนาจรัฐไม่ให้กระทำการใดๆ โดยละเลยเสียงของคนชายขอบ

4. ทฤษฎีกับปฏิบัติที่สวนทางของรัฐตลอดมา

ปัญหาที่เกิดขึ้นในพรุลานควายสะท้อนช่องว่างระหว่าง “ทฤษฎีการพัฒนาและการมีส่วนร่วมของรัฐ” กับ “การปฏิบัติจริง” ที่ขัดแย้งกันมาอย่างยาวนาน

  • ทฤษฎีการพัฒนาที่ส่วนกลางเป็นศูนย์กลาง (Top-Down Approach): รัฐมักมองปัญหาในมุมแคบ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเฉพาะจุดในเขตเศรษฐกิจและการเมืองหลัก (ตัวเมืองยะลา) โดยอาศัยอำนาจ เครือข่าย และงบประมาณที่เหนือกว่า มากำหนดชะตากรรมของชุมชนชนบทที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า
  • การปฏิบัติที่สวนทางกับหลักการมีส่วนร่วม: แม้จะมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 รองรับการจัดเวที (เช่น การประชุมในวันที่ 5 สิงหาคม) แต่ในทางปฏิบัติบ่อยครั้งที่กระบวนการเหล่านี้เป็นเพียงพิธีการ (Tokenism) เพื่อทำให้โครงการที่ตัดสินใจล่วงหน้าแล้วมีความชอบธรรมทางกฎหมาย โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบทางเลือกหรือปฏิเสธโครงการตั้งแต่ต้นน้ำ

     การผลักภาระความเดือดร้อนจากพื้นที่เมืองไปยังชุมชนปลายน้ำ จึงเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนว่า นโยบายการจัดการน้ำของรัฐยังขาดความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice) และการมองภาพรวมของลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ

5. สรุป

     การรวมพลังละหมาดฮายัตของชาวบ้าน 4 ตำบลในอำเภอทุ่งยางแดง ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมทางศาสนาเพื่อขอพร แต่เป็นการแสดงออกถึง “สันติวิธีของชาวบ้าน” (Peaceful Civil Resistance) ที่ทรงพลัง ในการปกป้อง “บ้าน แหล่งอาหาร และอนาคตของลูกหลาน” จากนโยบายภาครัฐที่ขาดการมีส่วนร่วมและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นพร้อมปกป้องทรัพยากรธรรมชาติด้วยความสงบสันติ แต่ก็มีความเด็ดเดี่ยวที่จะไม่ยอมจำนนต่อการใช้อำนาจเชิงโครงสร้างที่เอารัดเอาเปรียบ

6. ข้อเสนอแนะ

เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ควรมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

  • ชะลอโครงการและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส: หน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรมทรัพยากรน้ำและเทศบาลนครยะลา ควรสั่งชะลอการดำเนินโครงการและการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 5 สิงหาคม ออกไปก่อน พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายละเอียดโครงการทั้งหมดต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา
  • จัดกระบวนการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย (Meaningful Public Participation): เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มได้ร่วมวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออกร่วมกันอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพียงเพื่อผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย
  • ทบทวนแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ: การแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองยะลาควรเริ่มต้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการบริหารจัดการน้ำภายในเขตเมืองด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบอย่างเป็นธรรม โดยไม่เบี่ยงเบนภาระความเสี่ยงไปทำลายระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนปลายน้ำอย่างพรุลานควาย

หมายอ่านเพิ่มเติม

“ชาวบ้านทุ่งยางแดง รวมพลังละหมาดฮายัต ปกป้อง “พรุลานควาย” คัดค้านการทำพรุเป็นแก้มลิงรับน้ำจากเทศบาลนครยะลา” ใน

https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/56362

Chalita Bundhuwong

@highlightTayul Arifeen

 1,844 total views,  1,844 views today

You may have missed