กันยายน 14, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เจาะลึกภัยไซเบอร์ชายแดนใต้! ดึง “สาวนราธิวาสดีกรีฮาร์วาร์ด” มือสืบสวนไซเบอร์ กลับบ้านเกิดถกทางรอดนักสิทธิฯ ในยุค AI-IO

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)รายงาน

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

      ปัตตานี — สะเทือนวงการนักปกป้องสิทธิ! เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เครือข่าย Stop Online Harm ผนกำลังกับสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และ Civic Women จัดวงสนทนาภาคประชาสังคมครั้งสำคัญ ณ จังหวัดปัตตานี ในหัวข้อ “Be Safe & Be Seen: รับมือปฏิบัติการข้อมูลบิดเบือนในจังหวัดชายแดนใต้” เพื่อสร้างพื้นที่ให้ผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากการถูกคุกคามทางดิจิทัล

     งานนี้สำนักส่งเสริมฯ ยังได้ฉวยจังหวะทองคว้าตัว “คุณน้ำ-สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล” สาวน้อยคนเก่งจากนราธิวาส ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cyber Security และ Tech Policy ดีกรีปริญญาโทมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากใช้ความรู้ความสามารถมาตอบแทนผู้คนและแผ่นดินบ้านเกิดเพื่อร่วมสร้างสันติภาพไปด้วยกัน มาเปิดใจขยายปมร้อนผ่านรายการ Podcast “Blue Talk” ทันที

ถอดรหัสปฏิบัติการบิดเบือน: เมื่อนักสิทธิฯ หญิงตกเป็นเป้า

      ภายในวงแลกเปลี่ยนดังกล่าว Stop Online Harm ได้นำเสนอข้อค้นพบสำคัญจากการสืบสวนปฏิบัติการข้อมูลบิดเบือนที่มุ่งโจมตีผู้หญิงนักสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมสะท้อนรูปแบบการโจมตีที่พบเจอในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ร้ายป้ายสี การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความรุนแรงทางเพศผ่านการใช้เทคโนโลยี (TFGBV) ตลอดจนการโจมตีแบบประสานงาน (Coordinated Attacks) นอกจากนี้ ทางองค์กรยังได้แนะนำเครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลการละเมิดและตรวจสอบการคุกคามทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปกป้องตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

เผชิญหน้าความท้าทายยุคใหม่: ทำไม Stop Online Harm จึงสำคัญต่อสันติภาพชายแดนใต้?

     สถานการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเผชิญหน้าบนพื้นที่จริงอีกต่อไป หากแต่สนามรบหลักได้ขยายตัวสู่โลกดิจิทัลผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO), ข่าวปลอม (Fake News), การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บิดเบือนความจริง และวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)

การขับเคลื่อนขององค์กรอย่าง Stop Online Harm จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการสร้างสันติภาพผ่านมิติต่างๆ ดังนี้:

  • ปกป้อง “ความจริง” และรักษาความน่าเชื่อถือของผู้ขับเคลื่อนสันติภาพ: ปฏิบัติการข่าวปลอมและ IO ในพื้นที่มุ่งลดทอนความน่าเชื่อถือของนักสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม Stop Online Harm ทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันทางดิจิทัล ช่วยตรวจสอบ ตีแผ่ และหักล้างข้อมูลบิดเบือน ปกป้องไม่ให้เสียงแห่งความจริงถูกกลบด้วยกระแสเกลียดชัง
  • สกัดกั้นวงจรอุบาทว์ของ Hate Speech: การสร้างความเกลียดชังทางออนไลน์ระหว่างกลุ่มอัตลักษณ์หรือศาสนา มักเป็นเชื้อเพลิงที่ถูกจุดชนวนเพื่อขยายความขัดแย้งจากหน้าจอสู่ความรุนแรงบนท้องถนน ภารกิจเฝ้าระวังและสกัดกั้นภัยเหล่านี้จึงเป็นการดับไฟใต้ตั้งแต่ต้นลม
  • เสริมสร้าง Digital Resilience ให้คนในพื้นที่ก้าวข้ามความกลัว: การคุกคามทางออนไลน์ (Online Harassment) เช่น การข่มขู่หรือการเจาะข้อมูลส่วนตัว (Doxxing) มุ่งสร้างความหวาดกลัว Stop Online Harm เข้ามาช่วยยกระดับทักษะความปลอดภัยทางดิจิทัล ทำให้คนในพื้นที่เปลี่ยนจาก “ผู้ถูกกระทำด้วยความกลัว” สู่ “ผู้มีความรู้เท่าทันและพร้อมรับมือ”
  • ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อพื้นที่ปลอดภัย: นอกจากการช่วยเหลือเหยื่อแล้ว การผลักดันนโยบายเทคโนโลยี (Tech Policy) ยังช่วยสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืน

      สันติภาพในชายแดนใต้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากพื้นที่บนโลกออนไลน์ยังคงเต็มไปด้วยความเกลียดชังและการคุกคาม การทำงานของ Stop Online Harm จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัยทางไอที แต่คือ “การปกป้องพื้นที่ทางจิตวิทยาและสังคม” เพื่อให้เสียงสะท้อนและการสร้างสันติสุขดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงปลอดภัย

       (ทางStop Online Harm ขอขอบคุณแกนนำภาคประชาสังคมทุกท่านที่มาร่วมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัย และยังคงส่งเสียงขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง)

หมายเหตุอ่านรายงานก่อนหน้านี้ใน

https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/57128

 1,469 total views,  1,469 views today

You may have missed