อับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ทนายความนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

เปาะซูเดเป็นอดีตดาโตะยุติธรรมศาลจังหวัดปัตตานี และเป็นเจ้าของโรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา สำหรับครอบครัวผม เปาะซูเดไม่ใช่เพียงบุคคลที่รู้จักกันในสังคม แต่เป็นผู้ใหญ่ที่มีความสนิทสนมกับครอบครัว โดยเฉพาะกับบิดาของผม ซึ่งเป็นอดีตอิหม่ามเจาะกือแย ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว (ขออัลลอฮฺทรงเมตตา) และทั้งสองได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด
เมื่อวานได้ไปเยี่ยมและร่วมงานรำลึก ผมรู้สึกว่าควรบันทึกเรื่องราวบางส่วนเกี่ยวกับท่านไว้ เพราะผมเชื่อว่าคนรุ่นหลังจำนวนไม่น้อยอาจไม่รู้ว่า ผู้ใหญ่คนหนึ่งในอดีตเคยมีบทบาทอย่างไรต่อการเรียกร้องความยุติธรรมในพื้นที่ปาตานี
หนึ่งในเรื่องที่ผมอยากบันทึกไว้ คือบทบาทของเปาะซูเดภายหลังเหตุการณ์ที่ทหารนาวิกโยธินถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของชาวบ้านบริเวณสะพานกอตอ บ้านต้นไทร ตำบลบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส
สือแม ดือราเซะ เป็นหนึ่งในผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เด็กอายุเพียงไม่กี่ปี เห็นเพื่อนถูกกระทำจนเสียชีวิต เขาอยู่กับความหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะเล่าความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนของเขา แต่มีคนหนึ่งที่สือแม กล้าเล่าให้ฟัง นั่นคือ เปาะซูเด
เมื่อได้รับฟังเรื่องราวจากสือแม เปาะซูเดไม่ได้เลือกที่จะนิ่งเฉย ท่านเห็นว่าหากเรื่องนี้ หากถูกปล่อยให้เงียบหายไป ความอยุติธรรมก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และคนมลายูในพื้นที่อาจต้องอยู่กับความรู้สึกว่าเป็นคนชั้นสอง ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ จะเป็นบาดแผลตลอดไป
ด้วยความที่ไม่มีความรู้สายสามัญ เพราะจบตะวันออกกลาง เปาะซูเดจึงตัดสินใจพาสือแมไปพบหน่วยงานของรัฐ ร้องเรียน และแสวงหาความช่วยเหลือผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมทั้งจากองค์กรเอกชน ผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน
ข้อมูลข่าวสารความอธรรมในเวลานั้นเดินทางผ่านคำบอกเล่าเงียบ ๆ โดยไม่มี Facebook ไม่มี YouTube และไม่มีโซเชียลมีเดียอย่างทุกวันนี้ จนในที่สุด ความรู้สึกเหล่านั้นกลายเป็นพลังทางสังคม
การชุมนุมและการเดินขบวนที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานีจึงเกิดขึ้นท่ามกลางผู้คนจากหลายพื้นที่ที่มารวมตัวกัน ความรู้สึกของผู้คนในเวลานั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ แต่เกิดจาก ความเจ็บปวดร่วม และความรู้สึกว่า เมื่อส่วนหนึ่งของร่างกายเจ็บ ร่างกายทั้งร่างก็ย่อมเจ็บไปด้วย
ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่สะท้อน จิตวิญญาณทางสังคมของคนปาตานี ได้อย่างลึกซึ้ง
แต่เมื่อผู้คนรวมตัวกันจำนวนมาก เหตุการณ์กลับนำไปสู่ความรุนแรง มีการสลายการชุมนุม และมีเหตุระเบิดซึ่งโยนมาจากศาลากลางใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องเคลื่อนย้ายเดินทางไปรวมตัวกันที่มัสยิดกลางปัตตานี
ผมยังจำภาพนั้นได้ แม้ตอนนั้นผมจะอายุเพียง ๕ ขวบ เพราะที่มัสยิดบ้านผม ได้มีการละหมาดญะนาซะฮ์ให้กับอุสตะมามุ หรือ “อุสตะมุพ่อมิ่ง” ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุระเบิดขณะอยู่บนเวที ผมเห็นผู้คนเดินทางมาร่วมละหมาดกันอย่างล้นหลาม ได้ฟังคำบอกเล่าพูดคุยของผู้ใหญ่ แต่ในวัยเพียงห้าขวบ ผมไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงถูกระเบิด ไม่รู้ว่าผู้คนกำลังเรียกร้องอะไร ไม่รู้จักคำว่า BRN, PULO หรือขบวนการใด ๆ
สิ่งที่น่าเสียดายมากที่สุดอย่างหนึ่ง คือเรื่องราวของการเรียกร้องความเป็นธรรมในช่วงนั้นไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นระบบมากพอ ให้คนรุ่นหลังสามารถอ่านและเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ได้ เมื่อเวลาผ่านไป ผมเข้ามาทำงานด้านให้การช่วยเหลือประชาชน
ผมจึงค่อย ๆ เห็นภาพเหล่านั้นกลับมาอีกครั้ง แต่เป็นภาพที่กระจัดกระจาย ภาพของบาบอบางคนเสียชีวิต เพราต้องสงสัย ภาพของโต๊ะครูพ่อมิ่งที่ต้องหลบหนีไปมาเลเซีย ภาพของผู้คนที่เป็นลูกศิษย์ ลูกหาบาบอต้องหนีไปมาเลย์
เพราะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายกวาดล้างของรัฐในช่วงเวลานั้น คล้อยหลังจากภาพของข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถถูกส่งต่อให้สังคมได้รับรู้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นไม่กี่ปี รัฐได้นำนโยบาย ๖๖/๒๓ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาพจำของผมขณะนั้นเห็นแต่นโยบายของรัฐ เช่น ใต้ร่วมเย็น ฮารับปันบารู ทำให้บดบังเรื่องราวทั้งหมดในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในอดีต
เมื่อผมนำภาพเหล่านี้มาต่อกัน ผมจึงเริ่มเข้าใจว่า ความอยุติธรรมไม่ได้จบลงในวันที่เหตุการณ์สิ้นสุด ความอยุติธรรมมีความทรงจำ และความทรงจำนั้นสามารถส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้ เช่นเดียวกับความเกลียดชัง หากไม่มีการเยียวยา มันก็สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้เช่นกัน มันสามารถฝังอยู่ในหัวใจของผู้คนจนกลายเป็นบาดแผลที่ยากจะเยียวยา
ด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์การชุมนุมที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในอดีต แต่ควรถูกทำความเข้าใจในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความรู้สึก ความทรงจำ และเงื่อนไขของความขัดแย้งในพื้นที่ ที่เป็นรอยต่อหลังจากข้อเรียกร้องของหะยีสุหลงที่เปลี่ยนจากข้อเสนอทางการเมือง เป็นข้อเสนอขอความเป็นธรรม
ตลอดระยะเวลา ๒๒ ท่ามกลางความไม่สงบ เรามีบทเรียนมากมาย แต่คำถามสำคัญคือ เราเคยทำสิ่งที่เราถอดบทเรียนได้จริงมากแค่ไหน
นี่คือคำถามที่ผมยังตอบตัวเองอยู่จนถึงวันนี้
เพราะสำหรับผม การแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เพียงเรื่องของนโยบายความมั่นคง ไม่ใช่เพียงเรื่องของการพูดคุยสันติภาพ และไม่ใช่เพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย มันคือเรื่องของ ความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และยอมรับประวัติศาสตร์ และความเป็นตัวตนในอดีต
ถ้าเราไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์
๑๐๐ ปีของประวัติศาสตร์ขบวนการก็อาจไม่มีความหมาย
๖๐ ปีหลังเหตุการณ์หะยีสุหลงก็อาจไม่มีความหมาย
และบทเรียนจากเหตุการณ์การชุมนุมที่มัสยิดกลางปัตตานีก็อาจไม่มีความหมาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราอาจกำลังสร้างบาดแผลชุดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด ผมจึงคิดว่า สิ่งที่สังคมต้องทำไม่ใช่เพียงการถามว่า “ใครถูก ใครผิด” แต่ต้องถามต่อด้วยว่า “อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้คนรุ่นหนึ่งต้องส่งต่อความเจ็บปวดให้คนอีกรุ่นหนึ่ง?
และเราจะหยุดวงจรนั้นได้อย่างไร
#เปาะซูเด #ดาโต๊ะนิเด #อำเภอสายบุรี #เทศบาลเมืองตะลุบัน #ดาโต๊ะนิเดร์วาบา

5,347 total views, 518 views today

More Stories
พลวัตแห่งระบบระเบียบ: พลังขับเคลื่อนชัยชนะในสังคม
หนึ่งโลก หนึ่งสุขภาพ หนึ่งอนาคต :บทสะท้อนเวทีนานาชาติ ที่หาดใหญ่ สงขลา
ศอ.บต. ชูมาตรา 11 พรบ.บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเวทีรับฟังเสียงทุกภาคส่วน ลุยขับเคลื่อน 6 มิติพัฒนาใต้