อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ
ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นดาบสองคม แม้จะมีประโยชน์ในการเชื่อมโยงผู้คน แต่ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้าง “ข่าวปลอม” (Fake News) และ “วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง” (Hate Speech) เพื่อโจมตีผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างรุนแรง
ปรากฏการณ์ล่าสุดกรณีของ คุณอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และ คุณรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวนักการเมืองหรือนักสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป แต่ได้ลุกลามเลยเถิดไปถึง “ครอบครัวและบุตรหลาน” ซึ่งถือเป็นเส้นแดงทางจริยธรรมที่สังคมไทยไม่ควรนิ่งเฉย
การลุกขึ้นมาใช้กฎหมายดำเนินคดีในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการ “ยอมไม่ได้กับคำวิจารณ์” แต่คือความจำเป็นในการปกป้องสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในชีวิต
สถานการณ์
จากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (กรณีลอบยิงทหารพราน 5 นาย ที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส) ได้นำมาสู่กระแสการบิดเบือนข้อมูลในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยมีการปล่อยคลิปตัดต่อและข้อความเท็จกล่าวหาว่า สว.อังคณา และ สส.รอมฎอน แสดงความคิดเห็นปกป้องผู้ก่อเหตุ หรือแม้กระทั่งการใส่ร้ายว่า สส.รอมฎอน “ประกาศเอกราชให้โจร BRN”
แม้ศูนย์ตรวจสอบข้อเท็จจริง (เช่น โคแฟค) จะยืนยันชัดเจนว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น “เนื้อหาบิดเบือนและเป็นเท็จ” แต่ความเกลียดชังที่ถูกปลุกปั่นขึ้นได้กระจายตัวอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่การคุกคามถึงชีวิต มีการเรียกร้องความรุนแรง เช่น การวิสามัญฯ หรืออุ้มฆ่า และที่รุนแรงที่สุดคือการลุกลามไปคุกคาม “บุตรชาย” ของ สส.รอมฎอน จนทำให้ภรรยา (อาจารย์ฟารีดา) ต้องออกมาสะท้อนความเจ็บปวดว่าสังคมไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่เด็กเล็กต้องตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้งและคุกคามทางออนไลน์

ทำไมต้องฟ้อง?
การตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.บางยี่เรือ และการเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องปกป้องสิทธิ ดังนี้
- ป้องกันอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime): ข่าวปลอมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังไม่ได้สร้างแค่ความเสียหายทางชื่อเสียง แต่สามารถชี้นำให้เกิดการใช้ความรุนแรงในโลกความเป็นจริงต่อเป้าหมายที่ถูกใส่ร้าย
- ปกป้องความปลอดภัยของครอบครัวและเด็ก: การนำบุคคลในครอบครัวและบุตรชายเข้ามาเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางการเมือง ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและไร้มนุษยธรรม ซึ่งกฎหมายต้องเข้ามาจัดการเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบ
- รักษาสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์: การถูกด้อยค่าและใส่ร้ายซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ สร้างความเสียหายต่อเกียรติยศของผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและการเมือง
- สร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย: เพื่อไม่ให้ผู้ไม่หวังดีหรือขบวนการ IO (Information Operations) ลอยนวลและใช้พื้นที่สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือทำลายล้างผู้อื่นตามอำเภอใจ
อย่างไร: แนวทางรับมือและการดำเนินคดีตามกฎหมาย
- การดำเนินคดีอาญาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์: ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หมิ่นประมาท และการคุกคาม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แม้ผู้โพสต์จะลบภาพหรือข้อความไปแล้ว แต่หลักฐานดิจิทัลยังคงอยู่ครบถ้วน
- การประสานงานระดับหน่วยงาน: หลังจากแจ้งความในท้องที่แล้ว จะมีการประสานงานไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีข้ามแพลตฟอร์ม
จงยึดหลักการ แม้ไม่ถูกใจ
ในระบอบประชาธิปไตย “ความเห็นต่าง” และ “การวิจารณ์การทำงานของนักการเมืองหรือเจ้ารัฐ” เป็นสิ่งที่กระทำได้และต้องได้รับการคุ้มครอง แต่ “ข่าวปลอม (Fake News)” และ “การสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)” เพื่อมุ่งทำลายล้างชีวิต ร่างกาย และครอบครัวของผู้อื่น ไม่ใช่เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
การยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) และข้อเท็จจริง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ผลลัพธ์ของการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะไม่ถูกใจกลุ่มคนที่ต้องการใช้ความเกลียดชังเป็นเครื่องมือทางการเมืองก็ตาม

สรุป
กรณีศึกษาของ สว.อังคณา และ สส.รอมฎอน เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าภัยคุกคามจากโลกออนไลน์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของความขัดแย้งทางความคิดไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลขั้นรุนแรง
การลุกขึ้นมาใช้สิทธิทางกฎหมายไม่ใช่เพราะความอ่อนแอหรือเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นการปกป้องสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เพื่อไม่ให้สังคมไทยกลายเป็นพื้นที่ที่ใครจะกุเรื่องทำร้ายใครก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ
ข้อเสนอแนะ
- ภาครัฐและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี): ควรมีมาตรการเชิงรุกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ในการสกัดกั้นและเอาผิดกับผู้ผลิตและเผยแพร่ข่าวปลอมที่สร้างความเกลียดชังในสังคม โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวอย่างชายแดนใต้
- แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์: ควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและจัดการกับบัญชีปลอม หรือกลุ่มเครือข่ายที่จงใจปล่อยข่าวเท็จเพื่อปลุกปั่นความขัดแย้ง
- สังคมและผู้เสพข่าว: ต้องเพิ่มทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ตรวจสอบที่มาของข่าวก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ต่อ เพื่อตัดวงจรการส่งต่อความเกลียดชังที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ผู้บริสุทธิ์และเด็ก ๆ ในสังคม
4,913 total views, 2,730 views today

More Stories
สันติวิธีชาวบ้านในการปกป้องทรัพยากร: กรณีศึกษาชาวบ้านทุ่งยางแดงรวมพลังละหมาดฮายัตคัดคท่ามกลางแผนทำ “พรุลานควาย” เป็นแก้มลิงรับน้ำยะลา
กำลังใจ และขอพร สำคัญต่อผู้ทำงานศาสนาและสังคม: บททดสอบจากพระเจ้ากรณี ดร.อับดุลรอหมาน มูเก็มและครอบครัว
จากปอเนาะดั้งเดิมสู่ต้นแบบการศึกษายุคใหม่: โรงเรียนสังคมอิสลามวิทยา สะเดา สงขลา (ปอเนาะบ้านลุ่ม) ดึง “Banloom TV” ขับเคลื่อน Active Learning สร้างเด็กไทยศตวรรษที่ 21 รู้คู่คุณธรรม