อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ท่ามกลางความพยายามในการสร้างสันติสุขและการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยับบทบาทภายใต้บริบทการเมืองในยุคประชาธิปไตยหลังยุค คสช. ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญจากยุคที่อำนาจถูกรวมศูนย์ ไปสู่ยุคที่ “เสียงของประชาชน” ถูกนำกลับมาวางไว้ที่ใจกลางของการตัดสินใจเชิงนโยบายอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ดร.ขดดะรี บินเซ็น ประธานสภาที่ปรึกษาฯ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของสภาฯ ในฐานะ “สะพานเชื่อม” ที่เปิดรับฟังปัญหาจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือ “ภาคประชาชน” เพื่อนำไปสู่การผลักดันการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ใน 2 เรื่องสำคัญ ดังนี้
1. พลิกโฉมการมีส่วนร่วม: ข้อเสนอ “แก้ทั้งระบบปัญหาที่ดินชายแดนใต้”
ในการประชุมวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) นำโดย นายอาหะหมัด เบนโน, นายกูพ่า รอเซ็ง และ ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ ได้นำเสนอภาพรวมปัญหาที่ดินใน 8 ตำบล 4 อำเภอ รอบเทือกเขาเมาะแต จังหวัดนราธิวาส ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ ส่งผลให้กลายเป็นผู้ถือครองที่ดินอย่างผิดกฎหมาย เผชิญทั้งคดีความ การรีดไถ และการเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ
เครือข่ายฯ จึงได้เสนอให้สภาที่ปรึกษาฯ ในฐานะกลไกที่ยึดโยงกับประชาชน ผลักดัน “แผนแม่บทแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบ” โดยแบ่งประเภทที่ดินตามสภาพปัญหา 7 ประเภท เพื่อการจัดการที่ตรงจุด ได้แก่
- พื้นที่นิเวศต้นน้ำ: พื้นที่เปราะบางบนเขาสูงที่ต้องอนุรักษ์
- พื้นที่ทำกินไร้เอกสาร: ชาวบ้านทำกินมายาวนานแต่ไม่มีเอกสารแสดงการครอบครอง
- พื้นที่ทำกินมี สค.1: มีเอกสารแสดงการครอบครองแต่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ
- พื้นที่ถูกบุกรุกโดยมิชอบ: กรณีที่ดินที่ถูกนายทุนหรือข้าราชการฉ้อฉลนำไปออก นส.3 ก.
- พื้นที่เศรษฐกิจชุมชน: พื้นที่หาของป่า เลี้ยงสัตว์ร่วมกัน
- พื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรม: กุโบร์ มัสยิด และโรงเรียนตาดีกา
- พื้นที่ตั้งชุมชน: หมู่บ้านที่ไร้เอกสารสิทธิทั้งหมู่บ้าน
เครือข่ายฯ ย้ำว่า ภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตยนี้ หากจะเกิดสันติภาพที่แท้จริง ต้องเปลี่ยนจากการใช้อำนาจรัฐเพียงฝ่ายเดียว เป็นการ “บริหารจัดการโดยชุมชน” โดยใช้กติกาที่ยอมรับร่วมกันในการดูแลพื้นที่ส่วนรวม เพื่อความเป็นธรรมและความยั่งยืน
2. SEA: จากเครื่องมือประเมินสู่ “ธรรมนูญการพัฒนา”
ในส่วนของแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่จังหวัดสงขลาและปัตตานี นักวิชาการและเครือข่ายภาคประชาชนจากจะนะ จังหวัดสงขลา เสนอว่า SEA ควรถูกยกระดับเป็น “ธรรมนูญการพัฒนาชายแดนใต้” โดยมีเหตุผลสำคัญ ดังนี้
- เป็นกรอบการทำงานที่ชัดเจน: ใช้ตรวจสอบโครงการภาครัฐให้สอดคล้องกับมิตินิเวศ สังคม และวัฒนธรรม
- เป็นโมเดลแก้ความขัดแย้ง: ใช้เป็นเครื่องมือในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างการพัฒนาของรัฐกับวิถีชีวิตของประชาชน
- ส่งเสริมการเมืองระดับท้องถิ่น: เน้นการกระจายอำนาจและการจัดการทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืน0

สรุป: ก้าวต่อไปที่ต้องทำมากกว่าแค่ “รับฟัง”
ทิศทางเศรษฐกิจที่คณะรัฐมนตรีวางไว้ 8 เสาหลัก (เช่น เกษตรมูลค่าสูง การท่องเที่ยว Wellness และเมืองอัจฉริยะ) จะประสบความสำเร็จได้ต่อเมื่อมีการบูรณาการ “เสียงของชาวบ้าน” เข้าไปอยู่ในทุกขั้นตอนของการกำหนดนโยบาย
บทบาทของสภาที่ปรึกษาฯ ในยุคประชาธิปไตยหลังยุค คสช. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิสูจน์ว่า “กลไกการมีส่วนร่วม” จะเปลี่ยนจากพิธีกรรมให้กลายเป็น “นโยบายที่ปฏิบัติได้จริง” หรือไม่
หากสภาที่ปรึกษาฯ สามารถผลักดันแผนการจัดการที่ดินทั้งระบบ ควบคู่ไปกับการใช้ SEA เป็นเข็มทิศในการพัฒนา นี่จะเป็นมิติใหม่ที่เปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมมือ และสร้างรากฐานสันติสุขที่ยั่งยืนบนฐานทรัพยากรและทุนทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของจังหวัดชายแดนภาคใต้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 16 มิถุนายน 2569
- สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- เอกสารการจัดทำรายงาน SEA
https://sea.nesdc.go.th/th/home-seapsu/

2,452 total views, 2,452 views today

More Stories
ปฏิรูป ศอ.บต.: ยุติวงจร “ทางผ่าน” สู่การเลือกตั้งเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน
ปาตานี: วาทกรรมที่ถูกสร้างหรือรากฐานที่ถูกกดทับ? ส่องเวทีเสวนาวิชาการ ณ ม.อ.ปัตตานี
การต่อสู้รอบใหม่ของชาวบ้านจะนะ: ขอแค่ทำตามสัญญา SEA สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสงขลา-ปัตตานี