กันยายน 14, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ก่อน ครม.สัญจร สงขลา: วิกฤต “ที่ดินกุโบร์ท่ายาง” และชนวนเดือดพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ในขณะที่นิพนธ์ออกมาปฏิเสธพร้อมท้าพิสูจน์

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

      การเดินทางลงพื้นที่เพื่อประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ณ จังหวัดสงขลา ได้กลายเป็นเวทีร้อนระอุ เมื่อกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรมครั้งใหญ่จากปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนพื้นที่สาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะกรณี “กุโบร์ท่ายาง” ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ ซึ่งผูกโยงกับข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ของทุนอุตสาหกรรมและนักการเมือง จนถูกมองว่าเป็นปมปัญหาที่รัฐบาลพยายาม “ซุกไว้ใต้พรม” และอาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองครั้งสำคัญ ในขณะที่นิพนธ์ออกมาปฏิเสธพร้อมท้าพิสูจน์

(อ้างอิงจาก https://mgronline.com/south/detail/9690000085505)

1. เมื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมรุกรานพื้นที่จิตวิญญาณ

     การผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ มักมาพร้อมกับข้อถกเถียงเรื่องผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ทว่าความขัดแย้งในรอบนี้ทวีความรุนแรงและละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น เมื่อการขยายตัวของทุนได้ลุกลามเข้ามาแตะต้อง “พื้นที่ทางจิตวิญญาณและศาสนสมบัติ” ของชุมชนมุสลิม การเคลื่อนไหวของเครือข่ายภาคประชาชน อาทิ กลุ่มพิทักษ์นาทับ กลุ่มนักรบผ้าถุง ที่เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อศาลากลางจังหวัดสงขลาและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด

     และกลุ่ม Beach for life ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี (อ้างอิง จาก https://www.facebook.com/share/p/1H48HSHEEZ/?mibextid=wwXIfr)

     จึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินทั่วไป หากแต่เป็นการปกป้องเกียรติยศ ศรัทธา และประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของชุมชนที่ไม่ยอมให้ถูกกลืนกินด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจ

2. ความเคลื่อนไหว: ข้องกังขา “พิรุธการออกโฉนดทับกุโบร์และเสียงท้าทายทางการเมือง”

    ปัญหาดังกล่าวเริ่มต้นจากข้อกล่าวหาที่ว่า ที่ดินกุโบร์บ้านท่ายาง ซึ่งเป็นสุสานโบราณมีเนื้อที่กว่า 21 ไร่ และมีการฝังศพมาอย่างยาวนาน มีความพยายามขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 แต่กลับไร้ความคืบหน้า ในทางตรงกันข้าม ที่ดินบางส่วนซึ่งมีสภาพเป็นหลุมฝังศพและบ่อน้ำโบราณ กลับถูกเอกชนออกเอกสารสิทธิ์ประเภทโฉนดทับซ้อนถึง 3 แปลง

     การตรวจสอบในเบื้องต้นพบความผิดปกติหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งสภาพพื้นที่ในคำขอออกโฉนดว่าเป็น “นาข้าว” ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นป่าช้าและป่าชายหาด รวมถึงต้นขั้ว นส.3 ที่นำมาใช้เป็นหลักฐานกลับถูกเพลิงไหม้หายไปจากสำนักงานที่ดินจะนะอย่างน่าสงสัย ยิ่งไปกว่านั้น แปลงที่ดินดังกล่าวพาดพิงถึงความเชื่อมโยงกับนักการเมืองอักษรย่อ “น.” ซึ่งเคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ (อ้างอิงจาก https://youtube.com/watch?v=r5aJowMe_iY&feature=shared)

     แม้ว่านายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะออกมาปฏิเสธและท้าทายให้นำหลักฐานมากางพิสูจน์ พร้อมระบุว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว แต่แรงกดดันจากภาคประชาชนก็ยังคงพุ่งเป้าไปที่ส่วนราชการและฝ่ายบริหาร

3. เสียงสะท้อนจากหลักการและกฎหมาย: ความอยุติธรรมที่ไม่อาจยอมรับ

      หากเป็นจริง ในเรื่องดังกล่าว ในมุมมองของหลักนิติศาสตร์อิสลามและชะรีอะห์ ที่ดินกุโบร์ถือเป็นทรัพย์สินส่วนรวมและที่ดินวะกัฟ (ศาสนสมบัติ) เพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งอิมามอะฮ์หมัด บิน ฮัมบัล และปราชญ์มุสลิมทุกยุคทุกสมัยระบุตรงกันว่าเป็นสิทธิร่วมของชุมชน (ฮักกุล-ญะมาอะห์) ห้ามมิให้ผู้ใดหรือรัฐนำมาจัดสรรเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวเพื่อแสวงหากำไร การออกเอกสารสิทธิ์ทับสุสานจึงถือเป็นโมฆะทางศาสนา และขัดต่อเจตนารมณ์ในการคุ้มครองทรัพย์สินและเกียรติยศของมนุษย์ทั้งยามมีชีวิตและหลังเสียชีวิต

      สอดคล้องกับมิติของกฎหมายไทย ที่ดินที่เป็นสาธารณประโยชน์และป่าช้าสาธารณะย่อมไม่สามารถออกโฉนดทับซ้อนได้ การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนจึงเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายและระเบียบราชการอย่างชัดเจน

4. บทสรุป: บททดสอบความโปร่งใสก่อน ครม.สัญจร

การเดินทางมาประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลาครั้งนี้ (และหลังจากครม.สัญจรกลับไปแล้ว)จึงเป็นบททดสอบความจริงใจและภาวะผู้นำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้กำกับดูแลกรมที่ดินโดยตรง ภาคประชาชนได้ส่งเสียงเตือนอย่างชัดเจนผ่านจดหมายเปิดผนึกว่า รัฐบาลต้องเร่งสั่งการให้มีการตรวจสอบและเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่มิชอบเหล่านี้อย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้กรณีดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “ฝาแฝดของปัญหาที่ดินเขากระโดง” และไม่ให้ ครม.สัญจรกลายเป็นเพียงการ “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” จนนำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ที่อาจลุกลามบานปลายในอนาคต

 4,916 total views,  482 views today