อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

การสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มิใช่ภารกิจที่รัฐเพียงฝ่ายเดียวจะทำให้สำเร็จได้ แต่คือ “กระบวนการร่วม” ที่ต้องอาศัยพลังจากฐานราก ดังที่เห็นได้จากความมุ่งมั่นของ “สภาประชาสังคมชายแดนใต้” ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 10–12 กรกฎาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่เน้นย้ำถึงการสร้าง “ปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติภาพ” เพื่อก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืน
ก้าวสำคัญกับโจทย์ “สันติภาพที่กินได้”
การประชุมตลอด 3 วันที่ผ่านมา เป็นการ “ปรับจูน” บทบาทเครือข่ายภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเชื่อมประสานความหลากหลายของคนในพื้นที่ สู่การสื่อสารความต้องการที่แท้จริงไปยังระดับนโยบาย
ตัวแทนเครือข่ายเน้นย้ำว่า “สันติสุขต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้” หรือที่เรียกกันว่า “สันติภาพที่กินได้” ซึ่งหมายถึงการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม เศรษฐกิจฐานราก และการศึกษา โดยมีภาคประชาสังคมทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ที่รัฐเข้าไม่ถึงหรือไม่เข้าใจบริบทอย่างถ่องแท้
ความท้าทาย: พื้นที่ปลอดภัยสาธารณะด้านความคิดเห็น
(อ่านรายงานในเรื่องนี้ใน https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/55925)
หัวใจสำคัญที่จะทำให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าได้อย่างมั่นคง คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยสาธารณะด้านความคิดเห็น” (Public Space for Expression/Dialogue) ซึ่งหมายถึง “สภาวะแวดล้อมทางสังคมและกฎหมาย” ที่เปิดกว้าง โดยมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องท้าทาย ดังนี้
- กำแพงแห่งความกลัว: กฎหมายพิเศษมักสร้างภาวะ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” ทำให้ประชาชนกังวลเรื่องความปลอดภัยทางกฎหมายหากแสดงความเห็นที่แตกต่าง
- การเปลี่ยนผ่านสู่การรับฟัง: สังคมต้องการ “พื้นที่กลาง” ที่ใช้เหตุผลแทน Hate Speech หรือการเหยียดอัตลักษณ์
- ความเท่าเทียมในการพูด: พื้นที่ปลอดภัยต้องคุ้มครองให้ทุกกลุ่มคนสามารถส่งเสียงได้โดยได้รับความปลอดภัย

โจทย์ท้าทายในยุคดิจิทัล: ก้าวข้ามวาทกรรมตีตรา
การสร้างพื้นที่ปลอดภัยจะไม่สมบูรณ์ หากเราไม่พูดถึง “สมรภูมิทางความคิด” บนโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งปัจจุบันถูกใช้เป็นอาวุธผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ในการสร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะวาทกรรมที่มักตีตราว่า “ทุกคนที่เห็นต่างจากรัฐคือ BRN” ซึ่งนอกจากจะทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐแล้ว ยังเป็นการผลักคนให้เข้าสู่ขบวนการจริงโดยไม่ตั้งใจ
หากจะเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน รัฐต้องกล้า “วางอาวุธทางข้อมูล” โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากการ “ปราบปรามทางความคิด” มาเป็นการ “จัดการข้อมูลสร้างสรรค์” ดังนี้
- เลิกใช้การตีตรา: รัฐควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สั่งสอน มาเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) ที่เปิดเผยความโปร่งใสในกระบวนการพูดคุย
- ดึง Influencer สายสันติ: สนับสนุนคนรุ่นใหม่ นักวิชาการ หรือผู้นำศาสนาที่มีความชอบธรรมทางสังคม มาเป็นกระบอกเสียงแทนการใช้บัญชีปลอม
- สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล: ภาคประชาสังคมต้องร่วมจัดกิจกรรม Digital Literacy ให้เยาวชนรู้เท่าทัน IO ของทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง
เยาวชน: พลังที่ต้องโอบรับ
หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญ คือการมีส่วนร่วมของ “เยาวชนคนรุ่นใหม่” ที่ยังคงมีสัดส่วนที่น้อยเกินไป
หากเราต้องการให้กระบวนการสันติภาพยั่งยืน การสร้างพื้นที่ให้เยาวชนไม่ใช่แค่การให้พวกเขามานั่งฟัง แต่คือการเปลี่ยนพวกเขาจาก “ผู้รับฟัง” ให้กลายเป็น “ผู้ร่วมออกแบบ” (Co-designer) ในประเด็นที่เขาสนใจและส่งผลต่ออนาคตของพวกเขาโดยตรง
บทสรุป: สัญญาประชาคมใหม่
สันติภาพที่ยั่งยืนมิใช่การทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือการสร้าง “กติกา” ที่เอื้อให้ผู้คนที่มีความเห็นต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องใช้กำลังตัดสิน
การทำงานของสภาประชาสังคมชายแดนใต้ในครั้งนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความพยายามในการสร้าง “สัญญาประชาคมใหม่” ที่เกิดจากความเข้าใจและการยอมรับของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
Insyaalah หวังว่าความร่วมมือนี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งต่อไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ให้ชายแดนใต้ก้าวข้ามผ่านความเปราะบางไปสู่ความสงบสุขที่แท้จริงและยั่งยืนร่วมกัน

4,765 total views, 68 views today

More Stories
แบบอย่างความเรียบง่ายและเกียรติยศ: พิธีศพตามหลักอิสลามของอดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์
มิติใหม่การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้: เมื่อ “เสียงประชาชน” คือหัวใจของการขับเคลื่อนนโยบายผ่านสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. ยุคประชาธิปไตยหลังยุค คสช.
ปฏิรูป ศอ.บต.: ยุติวงจร “ทางผ่าน” สู่การเลือกตั้งเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน