อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน


เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้มีการจัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ปาตานีที่ไม่มีอยู่จริง?” ซึ่งกลายเป็นเวทีประชันวิสัยทัศน์ทางประวัติศาสตร์ที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการกระแสหลัก นักวิชาการในพื้นที่ และมุมมองจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
หัวใจของความขัดแย้ง: “ชื่อ” กับ “ตัวตน”
ประเด็นสำคัญของการเสวนาไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐในอดีต หากแต่พุ่งไปที่คำว่า “ปาตานี” โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าคำดังกล่าวเป็นวาทกรรมที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงหลัง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสร้างความชอบธรรมและการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่
ขณะที่นักวิชาการอีกหลายท่านเสนอข้อสังเกตในอีกมุมหนึ่ง ได้แก่
- การมีอยู่ของชื่อในเอกสารประวัติศาสตร์ คำว่า Patani ปรากฏอยู่ในเอกสารภาษาต่างประเทศและงานวิจัยระดับสากลมาอย่างต่อเนื่อง
- การกดทับทางประวัติศาสตร์ การไม่ปรากฏของคำว่า “ปาตานี” ในเอกสารภาษาไทยบางช่วงเวลา อาจสะท้อนการกดทับประวัติศาสตร์ทางเลือกภายใต้กรอบประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย มากกว่าจะหมายความว่าไม่เคยมีอยู่
- ความกล้าหาญทางวิชาการ การใช้คำว่า “ปาตานี” ในปัจจุบัน อาจเป็นความพยายามของคนในพื้นที่ในการเปิดพื้นที่ให้อัตลักษณ์ของตนเองได้รับการยอมรับในพื้นที่สาธารณะของภาษาไทย

เสียงสะท้อนจากเวทีวิชาการ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกุล กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำว่า
“ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว ไม่ต้องปิดหูปิดตาตัวเอง”
พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทและจรรยาบรรณของนักวิชาการที่อาจตกเป็นเครื่องมือของอำนาจรัฐหรือหน่วยงานความมั่นคงในการทำลายความชอบธรรมของผู้ที่เห็นต่าง
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช สะท้อนมุมมองว่า การนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม เป็นเรื่องที่น่ากังวล
(อ่านทัศนะฉบับเต็มได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/14ksspy6f7o/?mibextid=wwXIfr)
ขณะที่ อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ตั้งข้อสังเกตว่า สังคมกำลังถกเถียงเรื่อง “ชื่อเรียก” มากกว่าการอภิปรายถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่ารัฐดังกล่าวเคยดำรงอยู่หรือไม่
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1Bo9ZTgCkB/?mibextid=wwXIfr)
มุมมองจากรัฐ: ประวัติศาสตร์ต้องตั้งอยู่บนหลักฐาน
ในอีกด้านหนึ่ง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้เผยแพร่จุดยืนผ่านเพจทางการ โดยระบุว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ต้องตั้งอยู่บนหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ตามระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) ไม่ใช่บนการจินตนาการหรืออคติ พร้อมเปิดรับข้อค้นพบใหม่ หากมีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน
(อ้างอิง https://www.facebook.com/share/p/1L96VfhgER/?mibextid=wwXIfr)
บทสรุป: สู่การอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ
เวทีเสวนาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการอภิปรายทางวิชาการ หากยังสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการตีความอดีต ซึ่งส่งผลต่อการทำความเข้าใจปัจจุบันและอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้
การที่นักวิชาการจากหลายฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนเวทีเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ยังคงเป็นพื้นที่สำคัญของการถกเถียงในสังคมไทย
หากเป้าหมายร่วมกันคือ “สันติภาพ” การเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์หลากหลายมุมมองได้รับการศึกษา การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการใช้หลักฐานทางวิชาการเป็นฐานของการสนทนา อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันในสังคม และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงเพื่อสรุปประเด็นจากเวทีเสวนาและทัศนะของผู้เกี่ยวข้อง โดยมุ่งนำเสนอข้อถกเถียงเกี่ยวกับที่มาของคำว่า “ปาตานี” และผลสะท้อนต่อมิติทางประวัติศาสตร์และการเมืองร่วมสมัย
ชมย้อนหลังการเสวนาได้ที่
https://www.facebook.com/share/v/196QmH1qdk/?mibextid=wwXIfr

2,569 total views, 2,569 views today

More Stories
มิติใหม่การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้: เมื่อ “เสียงประชาชน” คือหัวใจของการขับเคลื่อนนโยบายผ่านสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. ยุคประชาธิปไตยหลังยุค คสช.
ปฏิรูป ศอ.บต.: ยุติวงจร “ทางผ่าน” สู่การเลือกตั้งเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน
การต่อสู้รอบใหม่ของชาวบ้านจะนะ: ขอแค่ทำตามสัญญา SEA สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสงขลา-ปัตตานี