อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ท่ามกลางความหวังในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ การพัฒนาพื้นที่จังหวัดสงขลาและปัตตานีกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญอีกครั้ง เมื่อเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นได้แสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขผังเมืองรวมจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 โดยเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐยึดมั่นในผลการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 แทนการใช้กลไกผังเมืองเพื่อเปิดทางให้กับโครงการอุตสาหกรรมที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน
เมื่อผังเมืองถูกตั้งคำถาม: การเปลี่ยนแปลงที่สวนทางกับมติ ครม.
ความกังวลของภาคประชาชนต่อการแก้ไขผังเมืองตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2562 มีรากฐานมาจากความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นและอุตสาหกรรมจังหวัดในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรม (สีเขียว) ให้รองรับอุตสาหกรรมหนัก อาทิ ท่าเรืออุตสาหกรรม ท่อส่งก๊าซ และโรงไฟฟ้า ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนทิศทางการพัฒนาที่ควรจะเป็น
การเดินหน้าแก้ไขผังเมืองในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ขัดต่อมติ ครม. วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเมืองสีเขียวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกระบวนการวางแผนพัฒนาภาครัฐอีกด้วย
SEA: “ธรรมนูญแห่งการพัฒนา” ที่ต้องยึดถือ
ในการนำเสนอข้อมูลต่อสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นและภาควิชาการได้ย้ำชัดว่า SEA ไม่ใช่เพียงรายงานทางวิชาการ แต่เปรียบเสมือน “ธรรมนูญพัฒนาชายแดนใต้” ที่ผ่านกระบวนการรับฟังเสียงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 5,000 คน โดยมุ่งเน้น 3 เสาหลัก คือ
- การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
- ความเป็นธรรมทางสังคมและสันติสุข
- การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ SEA ยังสามารถทำหน้าที่เป็นโมเดลในการแก้ไขความขัดแย้งเชิงนโยบายในพื้นที่อื่น ๆ ได้ เช่น ปัญหาที่ดินทำกิน หรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนในพื้นที่ โดยเน้นหลักการกระจายอำนาจและการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) แทนการใช้โครงการตั้งต้นนำยุทธศาสตร์
สรุป: อนาคตที่ต้องร่วมกันลิขิต
หัวใจสำคัญของการต่อสู้ของชาวบ้านในครั้งนี้ ไม่ใช่การปฏิเสธการพัฒนา แต่คือการเรียกร้องให้รัฐเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลักดันโครงการ” มาเป็น “ผู้รักษาความยั่งยืน” ตามกรอบของ SEA ที่เป็นฉันทามติร่วมกัน
การพัฒนาจังหวัดสงขลาและปัตตานีในอนาคตจึงต้องก้าวข้ามผ่านเพียงตัวเลข GDP ไปสู่การสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติและวิถีวัฒนธรรม หากหน่วยงานรัฐยอมรับและปฏิบัติตามผลการศึกษา SEA อย่างจริงจัง นั่นหมายถึงชัยชนะของประชาชนและก้าวสำคัญสู่การพัฒนาชายแดนใต้อย่างสันติและยั่งยืนอย่างแท้จริง
หมายเหตุ: อ่านรายงานก่อนหน้านี้ใน
https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/55839

467 total views, 465 views today

More Stories
การศึกษาไทย: เมื่อเราปฏิรูปหลักสูตรทุกสิบปี แต่ไม่เคยปฏิรูป “คน” ที่กำหนดอนาคตประเทศ
จากสายธารแห่งศรัทธาสู่การขับเคลื่อนสันติภาพ: เปิดตำนาน 30 ปี “มูลนิธิกอรีมูร๊อตตัลฯ”
การทูตผ่านโองการอัลกุรอาน: วาทกรรมในพิธีกรรม