อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการคลังที่น่าวิตกอย่างยิ่ง โดยงบประมาณแผ่นดินกว่าร้อยละ 80 ถูกใช้ไปกับ “รายจ่ายประจำ” เช่น เงินเดือนข้าราชการ ค่าตอบแทน และงบดำเนินงาน ซึ่งเปรียบเสมือน “กับดัก” ที่ฉุดรั้งศักยภาพในการพัฒนาประเทศ ในขณะที่งบประมาณด้านการลงทุน (Capital Expenditure) กลับมีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติ
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ เสียงเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ” และ “ยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน” จึงกลายเป็นวาระสำคัญที่ภาคประชาชนและตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎรเริ่มหยิบยกมาอภิปรายอย่างจริงจัง ดังเช่นการพิจารณางบประมาณปี 2570 ที่ผ่านมา (ดูย้อนหลัง “เวทีงบฯ เดือด! “วีระ” ชงยุบ ป.ย.ป. “วันนอร์” เสนอยุบ กอ.รมน.”)
https://www.thaipbs.or.th/news/content/507989
1. วิกฤตความซ้ำซ้อน: เมื่อรัฐบาลมี “หลายหัว” เกินจำเป็น
ปัญหาที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการดำรงอยู่ของหน่วยงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารหรือเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งต่อมากลายเป็นองค์กรที่ภารกิจทับซ้อนกับหน่วยงานหลัก ดังนี้
กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร)
ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความคุ้มค่าและภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้เสนอให้มีการทบทวนและยุบหน่วยงานนี้ เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมาใช้งบประมาณมหาศาลแต่ผลงานยังไม่ประจักษ์ชัด อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องความโปร่งใสในภารกิจและการใช้กำลังพล
สำนักงาน ป.ย.ป. (สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง)
ถูกมองว่าเป็นหน่วยงานที่ “ไม่มีภารกิจหลัก” และการมีอยู่ของหน่วยงานลักษณะนี้เสี่ยงต่อการขยายตัวของระบบราชการโดยไม่จำเป็น ซึ่งหากไม่จัดการตั้งแต่ต้นมือ จะกลายเป็นภาระงบประมาณระยะยาว
2. กระจายอำนาจ: ทางออกของการบำบัดทุกข์บำรุงสุข
การปฏิรูปที่สำคัญอีกประการคือ “การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” โดยการลดบทบาทราชการส่วนภูมิภาคลง เพื่อให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดการตนเองอย่างแท้จริง
ดังทัศนะของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ที่ย้ำเตือนว่า องค์กรท้องถิ่นคือหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด หากระบบนี้ถูกแทรกแซงด้วยขบวนการซื้อขายตำแหน่ง อนาคตของประเทศจะพังพินาศ
การให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจใช้งบประมาณเอง จะช่วยให้การแก้ปัญหาตรงจุดและโปร่งใสกว่าการรอคำสั่งจากส่วนกลาง
3. บัญชีกำลังพลผี: สะท้อนว่าต้องลดกำลังพลที่ไม่จำเป็นหรือไม่?
ประเด็นเรื่อง “กำลังพลผี” ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นบาดแผลเรื้อรังของระบบราชการที่ส่งผลกระทบทั้งในแง่ของงบประมาณที่รั่วไหล และประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ
3.1 ปรากฏการณ์ “กำลังพลผี”: อาชญากรรมเชิงงบประมาณ
กำลังพลผีไม่ได้หมายถึงเพียงตัวเลขที่ไม่มีคนจริง แต่ยังรวมถึง
- การเอาชื่อไปเบิกงบ
- การปั่นตัวเลขกำลังพลเพื่อของบประมาณเพิ่ม
- การสูญเสียขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานจริง
ผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ต้องเผชิญภาระงานหนักขึ้น ในขณะที่งบประมาณส่วนหนึ่งกลับถูกดูดไปเลี้ยงระบบ “ผี”
3.2 ทำไมต้องลดกำลังพลที่ไม่จำเป็น
การมีกำลังพลเกินความจำเป็น ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่ยังส่งผลให้
- สร้างความระแวงของประชาชนต่อรัฐ
- เป็นภาระต่อระบบงบประมาณที่รายจ่ายประจำสูงถึง 80%
- เปลี่ยนจากการบริหารด้วย “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ”
การมีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หากบุคลากรเหล่านั้นไม่มีภารกิจที่ชัดเจน
3.3 แนวทางการปฏิรูปกำลังพล
หากรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ควรดำเนินการดังนี้
- ใช้ระบบ Digital Personnel Tracking ตรวจสอบการปฏิบัติงานจริงของกำลังพล
- ทำ Performance Audit ตรวจสอบงบประมาณรายหน่วยอย่างละเอียด
- ยุบหน่วยงานซ้อนทับ พร้อมยุบตำแหน่งและงบประมาณที่ไม่จำเป็น
- กระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นบริหารจัดการปัญหาของตนเอง
ดังนั้น
กำลังพลผี คืออีกหนึ่งตัวอย่างของ “ความล้มเหลวในการควบคุมงบประมาณ” หากภาครัฐยังปล่อยให้เกิดการเบิกจ่ายงบประมาณโดยไม่มีผู้ปฏิบัติงานจริง ย่อมสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ขาดธรรมาภิบาล
การปฏิรูปในประเด็นนี้ไม่ใช่การลดทอนความมั่นคง แต่คือการ
- คืนความยุติธรรมให้ผู้ปฏิบัติงานจริง
- คืนเงินภาษีของประชาชน
- นำงบประมาณไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างตรงจุด
จะปฏิรูปอย่างไรให้ยั่งยืน
ในภาวะที่รายจ่ายประจำสูง การตัดงบเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ แต่จำเป็นต้องเป็น “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform)”
- ยุบหน่วยงานที่ไม่มีภารกิจหลัก และคืนบุคลากรกลับหน่วยงานต้นสังกัด
- เปลี่ยนจากเบี้ยเลี้ยงพิเศษ สู่การใช้งบประมาณแบบผูกกับผลสัมฤทธิ์ (KPIs)
- ลดขนาดองค์กร แต่เพิ่มประสิทธิภาพ (Lean Organization) โดยสนับสนุนหน่วยงานหลักให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ แทนการสร้างองค์กรซ้ำซ้อน
บทสรุป
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องกล้าหาญในการ “รื้อ” โครงสร้างที่อุ้ยอ้ายและซ้ำซ้อนออกไป
การนำงบประมาณที่สูญเสียไปกับรายจ่ายด้านการบริหารจัดการ กลับมาเปลี่ยนเป็น “รายจ่ายเพื่อการพัฒนา” จะช่วยลดวิกฤตทางการคลัง และคืนอำนาจให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
การพิจารณางบประมาณปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากระบบราชการที่ซับซ้อน ไปสู่รัฐที่คล่องตัว มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง
337 total views, 337 views today

More Stories
ศอ.บต. เร่งเครื่องเวทีที่ 3 เดินหน้าปรับปรุง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ชูจุดเด่น “รับฟังทุกภาคส่วน” ผ่านกระบวนการวิจัยจากจุฬาฯ
คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดยะลาลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณ เน้นความคุ้มค่า โปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
“วันนอร์ – พ.ต.อ.ทวี” ร้องศาลนราฯ อายัดประวัติโทรศัพท์ 3 ค่ายยักษ์พันหน้า บี้ขยายผลลากคอ “ผู้บงการ” คดียิง “สส.กมลศักดิ์”