อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: เสียงสะท้อนจากปลายด้ามขวาน
การต่อสู้ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทยมักเป็นเส้นทางที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่กรณีศึกษาของ กลุ่มรักษ์เขาโต๊ะกรัง โรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิ และชาวบ้านในจังหวัดสตูล ถือเป็นหมุดหมายอันทรงพลังที่สร้างแรงบันดาลใจ สะท้อนให้เห็นว่าเสียงของคนตัวเล็กๆ หากผสานเข้ากับความรู้และกระบวนการทางกฎหมาย ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและทวงคืนความยั่งยืนให้กับแผ่นดินเกิดได้
ที่มาที่ไปและปัญหา: ทศวรรษแห่งความกังวลและช่องโหว่ของอีไอเอ
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งนี้ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2559 เมื่อมีการผลักดันโครงการทำเหมืองแร่หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื้อที่กว่า 110 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง และตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ซึ่งนำมาสู่ปัญหาสำคัญที่ชุมชนและสถานศึกษาต้องเผชิญ:
- รายงานอีไอเอที่สวนทางกับความจริง: รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) กลับมีข้อมูลที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างสิ้นเชิง
- คุณค่าทางธรรมชาติที่ถูกมองข้าม: เขาโต๊ะกรังไม่ได้เป็นเพียงแค่ภูเขาหิน แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติอันทรงคุณค่า มีถ้ำที่สวยงาม พันธุ์ไม้หายาก แหล่งน้ำซับซึม และตั้งอยู่ในพื้นที่เชื่อมโยงกับอุทยานธรณีโลกสตูล
- กระบวนการมีส่วนร่วมที่บกพร่อง: ชุมชนและผู้ได้รับผลกระทบแทบไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในขั้นตอนการพิจารณาที่โปร่งใส
พลังแห่งความร่วมมือข้ามภาคส่วน: เมื่อหัวใจของชุมชนผสานกับวิชาการและกฎหมาย
ความโดดเด่นและเป็นบทเรียนสร้างแรงบันดาลใจของกรณีนี้ คือการผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็งระหว่างภาคส่วนต่างๆ ที่ร่วมมือกันขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์:
- ชาวบ้านและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา: โรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิและกลุ่มรักษ์เขาโต๊ะกรังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและฐานข้อมูลท้องถิ่น ปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เยาวชน และยืนหยัดคัดค้านมานานถึง 10 ปี
- นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการ: ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ สำรวจพันธุ์ไม้ แหล่งน้ำ และถ้ำ เพื่อนำหลักฐานทางวิชาการมาหักล้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในรายงานอีไอเอ
- นักกฎหมายเพื่อชุมชน: มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือทางกฎหมาย เคียงข้างชาวบ้านในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ทางออกและข้อดีของการใช้กฎหมาย: แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
การตัดสินใจก้าวเข้าสู่กระบวนการศาลปกครอง หลังจากเฝ้ารอกว่า 7 เดือนจนกระทั่งศาลมีคำสั่งรับฟ้อง ถือเป็นทางออกสำคัญที่เปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่วิถีทางอารยะ โดยมีข้อดีที่เด่นชัด:
- สร้างบรรทัดฐานความโปร่งใส: ย้ายสมรภูมิจากการเผชิญหน้าในพื้นที่ ไปสู่การใช้เหตุผล พยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงหักล้างกันภายใต้กรอบกฎหมาย
- ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ: เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่วงดุลและตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐและ คชก. ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบและคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่
- จุดประกายความหวังให้สังคม: แม้เส้นทางข้างหน้าจะต้องใช้เวลาและความอดทน แต่วันนี้ศาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประตูแห่งความยุติธรรมยังคงเปิดต้อนรับคนตัวเล็กเสมอ
“แม้ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน หลายปี แต่อย่างน้อยเราก็มีความหวัง มีความหวังกับกระบวนการยุติธรรมว่าจะให้ความเป็นธรรมกับชุมชน” — นายอิบรอเหม เด็นสำลี ตัวแทนกลุ่มรักษ์เขาโต๊ะกรัง
การต่อสู้ของชาวบ้านและโรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิ จังหวัดสตูล จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการปกป้องผืนป่าหลังบ้าน แต่เป็นบทเรียนราคาแพงที่สร้างแรงบันดาลใจให้สังคมไทยเห็นว่า ความสามัคคี การรู้เท่าทันกฎหมาย และการใช้ข้อมูลทางวิชาการ คือเกราะคุ้มครองที่ดีที่สุดในการรักษาบ้านเกิดให้ลูกหลานสืบไป
1,836 total views, 1,836 views today

More Stories
สัมภาษณ์พิเศษ :บทสนทนาเพื่อสันติภาพ: รำลึกถึง “ดร.นอร์เบิรต์ โรเปอร์ส”, กว่า 20 ปีไฟใต้ และการเปิดพื้นที่ทางการเมือง
บาดแผลของประชาชนทั้ง กทม. และชายแดนใต้: สะท้อนเส้นทางสันติภาพที่ยากลำบาก แต่เสียงของพวกเราต้องดังไปถึงโครงสร้างอำนาจ
ทรัพยากรชาติ หรือสมบัติทุนเทา? เปิดปมร้อน ครม.สัญจรสงขลา: เจาะลึกความจริง “ท่าเรือน้ำลึกจะนะ” กับ บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ