อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) รายงาน
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

สรุปสาระสำคัญจากการปาฐกถาพิเศษ:
หัวข้อ: Democratic Memory and Lessons from Gwangju
โดย: Professor Emeritus Dr. SHIN Gyonggu
ผู้อำนวยการ Gwangju International Center สาธารณรัฐเกาหลี
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความท้าทายในประเทศไทย เวทีเสวนาในงาน “Peace Festival Week 2026” ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ได้นำเสนอแง่มุมสำคัญผ่านบทเรียนประวัติศาสตร์จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนว่า “กฎอัยการศึกและรัฐประหารไม่ใช่ทางออก แต่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”

1. พิษภัยจากการใช้อำนาจพิเศษของทหาร
ดร.ชิน กยองกู ได้ฉายภาพให้เห็นถึงร่องรอยความเสียหายที่เกาหลีใต้เคยเผชิญจากการรัฐประหารในปี 1961 และการปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยมในเหตุการณ์ควังจูปี 1980 ว่าอำนาจทหารได้สร้างบาดแผลลึกให้แก่สังคมใน 3 มิติหลัก:
- การสูญเสียเสรีภาพ: สิทธิขั้นพื้นฐานถูกลิดรอนยาวนานหลายทศวรรษ
- ความรุนแรงและการนองเลือด: การใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับผู้เห็นต่างนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจลบเลือน
- ความเสื่อมถอยของเสถียรภาพ: การแทรกแซงทางการเมืองทำให้ระบบขาดความชอบธรรมและหยุดชะงัก
2. พลังประชาชน: รากฐานของการเปลี่ยนแปลง
บทเรียนสำคัญที่เกาหลีใต้พิสูจน์ให้เห็นคือ “สันติภาพไม่ใช่ความเงียบงัน” ประชาชนและนักศึกษาในเกาหลีใต้เลือกที่จะไม่สยบยอมต่ออำนาจอยุติธรรม แต่กลับเปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็น “จิตวิญญาณประชาธิปไตย” ที่ตื่นตัวและหวงแหนสิทธิเสรีภาพ กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่นำพาประเทศกลับคืนสู่เส้นทางประชาธิปไตยได้สำเร็จ
3. การชำระประวัติศาสตร์และความยุติธรรม
หัวใจสำคัญของการป้องกันไม่ให้วงจรเผด็จการหวนกลับมาคือ “การไม่ยอมรับการนิรโทษกรรมให้ฆาตกร” เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับ:
- การลงโทษผู้กระทำผิด: ผู้นำรัฐประหารและผู้สั่งการใช้ความรุนแรงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
- การเยียวยา: การรื้อฟื้นคดีและจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อ เพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสร้างบรรทัดฐานว่าความผิดต้องได้รับการลงโทษ
4. การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยรัฐธรรมนูญ
ประชาธิปไตยจะยั่งยืนได้ต้องอาศัย “โครงสร้างทางสถาบันที่เข้มแข็ง”:
- การคุ้มครองประชาชน: ต้องมีกลไกทางกฎหมายที่ป้องกันไม่ให้ผู้นำใช้วาทกรรมเรื่อง “ความมั่นคง” มาทำลายประชาธิปไตย
- การตรวจสอบถ่วงดุล: รัฐสภาและองค์กรอิสระต้องเป็นกำแพงที่ยับยั้งการใช้อำนาจตามอำเภอใจ
บทสรุปสำหรับประเทศไทย:
การปาฐกถาครั้งนี้ถือเป็นกระจกสะท้อนสำคัญว่า ในขณะที่ประเทศไทยรำลึกถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีต (เช่น 6 ตุลาคม) ประสบการณ์ของควังจูสอนเราว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงถ้อยคำ แต่คือการที่ “ความจริงถูกบอกเล่า” และ “ทุกชีวิตได้รับการเคารพ” หากสังคมไทยต้องการการพัฒนาที่ยั่งยืน การยุติการแทรกแซงโดยอำนาจนอกระบบและการเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมที่ปราศจากข้อยกเว้นสำหรับผู้มีอำนาจ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
ที่มา: ปาฐกถาพิเศษในงาน Peace Festival Week 2026, 17 สิงหาคม 2569, มหาวิทยาลัยมหิดล “สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลจัด “เทศกาลสันติภาพ 2569” สานต่อจิตวิญญาณมหิดลเพื่อสังคมสันติประชาธรรม เรียนรู้บทเรียนจากควังจูสู่ 50 ปี 6 ตุลา”อ่านรายละเอียดใน

17,437 total views, 2 views today

More Stories
‘รองยี’ สส.พรรคประชาชาติ รับลูก 16 ข้อเสนอเชิงนโยบายของ 27 องค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ชู 3 ข้อเสนอหลัก ดึงพลังงาน JDA-กองทุนการศึกษา-แก้ราคายาง หวังดันเป็นวาระร่วมสร้างสันติภาพยั่งยืน ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและข้อเสนอจากพื้นที่
กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ในมือพรรคภูมิใจไทย (กล้าธรรม-ประชาชาติร่วม)แต่ขาดจากพรรคประชาชน
มาเลเซียจัดงานฉลองวันชาติครบรอบ 69 ปีสุดยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ ชูนโยบายต่างประเทศ “มาดานี” กระชับความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย