เวทีวิชาการมหิดลถอดบทเรียนเปลี่ยนผ่านกระบวนการยุติธรรม ท่ามกลางเสียงสะท้อนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน “กระบวนยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice) ในบริบทของสังคมไทย ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ซับซ้อน และต้องอาศัยความกล้าหาญทางสังคมและการเมืองอย่างมาก”
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) รายงาน
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดเวทีเสวนาโต๊ะกลมเชิงนโยบาย (Policy Roundtable) หัวข้อ “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน สู่การปรองดองและการเฝ้าระวังทางสังคม” ณ ศูนย์ประชุมและอาคารจอดรถมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ภายใต้กิจกรรม PEACE FESTIVAL WEEK 2026 โดยมุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมหาทางออกและสร้างความไว้วางใจในสังคม ท่ามกลางประเด็นที่ถูกจับตามองถึงการตอบรับจากพรรคการเมืองต่างๆ ในเวทีสาธารณะครั้งนี้
ประเด็นสำคัญและสาระจากเวทีเสวนา
- เจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนสันติภาพ: รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ รองอธิการบดี และรักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนฯ ได้กล่าวต้อนรับและเน้นย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการหนุนเสริมพื้นที่ทางวิชาการเพื่อประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
- การนำเสนอแนวทางจากภาครัฐ: เช่นจากคุณสิทธิพงษ์ ธนาศุภวัฒน์ ผู้อำนวยการกอง 2 สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้กรุณาให้ความั่นใจ ท้ายการประชุมว่า ยินดีนำข้อเสนอแนะ การประชุมครั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความเข้าใจอันดีในสังคม
- ความหลากหลายของมุมมองเชิงนโยบาย: เวทีเสวนาจากคณะผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้มีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น ศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว, นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะจากประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ นางสาวลม้าย มานะการ เพื่อร่วมวิเคราะห์ความท้าทายในกระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน
ข้อสังเกตและบรรยากาศการมีส่วนร่วม
แม้ผู้จัดงานจะเปิดกว้างและส่งเทียบเชิญไปยังตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองเพื่อมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคมอย่างเท่าเทียม แต่กลับปรากฏข้อสังเกตว่ามีเพียงตัวแทนจากพรรคการเมืองพรรคประชาชนพรรคเดียวเท่านั้นที่เข้าร่วมขับเคลื่อนบนเวทีเสวนาครั้งนี้ จากที่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ ผู้รับผิดชอบจัดกิจกรรมนี้ จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยไว้หลังมีข่าวดราม่า การจัดเวทีวิชาการ ที่มคณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการประสานความร่วมมือทางการเมืองเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในระยะเปลี่ยนผ่าน
เวทีดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร อาทิ มูลนิธิ Friedrich Naumann Foundation for Freedom (FNF) และสถาบันปรีดี เพื่อเชื่อมโยงบทเรียนประวัติศาสตร์เข้ากับความท้าทายในโลกปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามที่ประชุมเห็นร่วมว่า
ประเด็นเรื่อง “กระบวนยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice) ในบริบทของสังคมไทย ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ซับซ้อน และต้องอาศัยความกล้าหาญทางสังคมและการเมืองอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในอดีต บาดแผลทางสังคม ความรู้สึกสูญเสีย และความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างอำนาจรัฐแม้เส้นทางนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและยากที่จะทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจได้ในเวลาอันสั้น แต่**”นี่คือปัจจัยเอื้อสำคัญต่อสันติภาพความยั่งยืน… และเป็นภาระความรับผิดชอบที่แต่ละคนต้องร่วมมือกันตามบทบาทหน้าที่”**
องค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนกระบวนการนี้ให้เดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน มีดังนี้ครับ:

1. องค์ประกอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
- สิทธิในการรับรู้ความจริง (Right to Truth): การเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตอย่างโปร่งใส ผ่านกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบิดเบือนหรือการสร้างความเกลียดชังซ้ำ
- ความรับผิดชอบและการอำนวยความยุติธรรม (Accountability & Justice): การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการนำตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่า “ความรุนแรงลอยนวลไม่ได้”
- การเยียวยารอบด้าน (Reparations): ไม่เพียงแต่การชดเชยด้วยตัวเงิน แต่รวมถึงการฟื้นฟูสภาพจิตใจ เกียรติยศ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสถานะทางสังคมของผู้สูญเสียและครอบครัว
- การปฏิรูปสถาบัน (Institutional Reform): การปรับปรุงกลไกของรัฐ กองทัพ กระบวนการยุติธรรม และฝ่ายปกครอง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างที่เอื้อต่อการใช้อำนาจรัฐละเมิดสิทธิในอนาคต
2. ความท้าทายในสังคมไทย
- ภาวะความหวาดระแวงและ polarization: สังคมไทยยังคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างและขั้วความขัดแย้งที่ยังไม่ได้รับการสมานแผลอย่างแท้จริง
- วัฒนธรรมการพ้นผิด (Culture of Impunity): ความยากลำบากในการนำผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย
- ความต่อเนื่องของนโยบาย: การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มักทำให้กระบวนการสร้างความปรองดองหรือการปฏิรูปต้องสะดุดหยุดลง
3. บทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละภาคส่วน
การผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม:
- ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ: ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูล ศึกษากรุดณีตัวอย่างจากต่างประเทศ (เช่น แอฟริกาใต้ หรือไอร์แลนด์เหนือ) และผลักดันพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยสาธารณะ
- สื่อมวลชน: การนำเสนอข้อมูลรอบด้าน ลดการใช้ภาษาที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) และช่วยสร้างความเข้าใจเชิงลึกแก่ประชาชน
- ผู้นำความคิดและนักการเมือง: การแสดงออกถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวข้ามประโยชน์ระยะสั้น มุ่งเน้นการสร้างกติกาที่เป็นธรรมและยอมรับร่วมกัน
- ประชาชนทั่วไป: การเปิดใจรับฟังความเจ็บปวดของ “อีกฝ่าย” ที่แตกต่าง และร่วมสร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง
ในฐานะที่เราต่างก็มีบทบาทหน้าที่ของตนเอง การเริ่มต้นจากจุดที่เรายืนอยู่—ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจในระดับชุมชน การทำงานวิชาการ การให้พื้นที่แลกเปลี่ยน หรือการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในชีวิตประจำวัน—ล้วนเป็นอิฐก้อนสำคัญในการวางรากฐานความยุติธรรมนี้ให้มั่นคงครับ
คุณมองว่าในบริบทปัจจุบันของสังคมไทย พื้นที่หรือประเด็นใดควรได้รับการขับเคลื่อนหรือเริ่มต้นพูดคุยเป็นอันดับแรก
140 total views, 140 views today

More Stories
บทเรียนจากประชาธิปไตยเกาหลีใต้ สู่การพัฒนาประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน
รือเสาะโมเดล!! ศสว. จับมือ อบต.สุวารี เดินหน้า “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ใช้ศาสนานำการเมือง สลายความหวาดระแวง มุ่งสู่สันติสุขที่ยั่งยืน
สรุปประเด็น: ปรับปรุง พ.ร.บ.ศอ.บต. ให้ดีขึ้น สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและยึดโยงประชาชน