โดย: อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

บทนำ
พื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กลับมาลุกเป็นไฟและตกเป็นเป้าสายตาของสังคมอีกครั้ง เมื่อกระแสการผลักดันโครงการ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” ถูกปัดฝุ่นและเร่งรัดขับเคลื่อนอย่างเต็มตัว ท่ามกลางความกังวลของภาคประชาชนว่าความพยายามในการ “แก้ไขผังเมืองรวมเฉพาะส่วน” แท้จริงแล้วคือกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ “ปลดล็อก” ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL โดยหลีกเลี่ยงเสียงสะท้อนและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ทำไม: ชายฝั่งจะนะและความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง
อำเภอจะนะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ชายฝั่งทะเลธรรมดา แต่ที่นี่คือ “อู่ข้าวอู่น้ำและความมั่นคงทางอาหาร” ของคาบสมุทรสทิงพระและจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชุมชนในตำบลนาทับ จะโหนง สะกอม และตลิ่งชัน พึ่งพิงทรัพยากรประมงพื้นบ้าน เกษตรกรรม และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาอย่างยาวนาน
ทว่า ความพยายามผลักดันเมกะโปรเจกต์ ทั้งท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม และโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) กลับพยายามเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าพื้นที่แห่งนี้ ความขัดแย้งจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง “มุมมองการพัฒนาที่มุ่งเน้นทุนนิยมอุตสาหกรรม” กับ “วิถีชีวิตความยั่งยืนของชุมชนชายฝั่ง”
อย่างไร: กลไกกฎหมายและการใช้ช่องทางพิเศษเอื้อทุน
แผนแม่บทเดิมและกฎกระทรวงผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา ได้กำหนดให้พื้นที่ชายฝั่งจะนะเป็น “พื้นที่สีเขียว” (เขตชนบทและเกษตรกรรม) และ “พื้นที่สีฟ้า” ซึ่งตามกฎหมายเดิมไม่อนุญาตให้ดำเนินกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือสร้างท่าเรือน้ำลึกได้
แต่วิธีการที่ภาครัฐและกลุ่มทุนเลือกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดนี้ คือการใช้ มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ร่วมกับกลไกเฉพาะกิจ เพื่อแก้ไขผังเมืองเฉพาะส่วน:
- เปลี่ยนสีผังเมือง: จากพื้นที่สีเขียวและสีฟ้า (อนุรักษ์/เกษตรกรรม) เป็น พื้นที่สีม่วง (นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ และถังเก็บก๊าซ) และ พื้นที่สีแดง (เมืองอัจฉริยะ)
- เร่งรัดขั้นตอน: อ้างความเร่งด่วนทางเศรษฐกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการทบทวนผังเมืองรวมตามรอบปกติ ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเมินเฉยต่อผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สงขลา-ปัตตานี ที่ใช้งบประมาณและเวลาศึกษามาอย่างยาวนาน
แรงบันดาลใจ: เสียงสะท้อนของชาวบ้านและภาคประชาสังคม
แรงผลักดันในการลุกขึ้นสู้ของชาวบ้านจะนะ ภายใต้การนำของ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และนักปกป้องสิทธิชุมชนอย่าง บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะคือความเชื่อมั่นว่า “ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะกำหนดอนาคตบ้านเกิดของตนเอง”
แรงบันดาลใจนี้ไม่ได้มาจากการปฏิเสธความเจริญ แต่มาจากการตั้งคำถามบนพื้นฐานความเป็นจริงว่า:
- การพัฒนาที่ต้องแลกกับความพินาศของท้องทะเล ระบบนิเวศ และแหล่งทำกิน นั้นคุ้มค่าจริงหรือ?
- ใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงระหว่างประชาชนคนท้องถิ่นกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่?
- กฎหมายและกระบวนการภาครัฐ ควรเป็นเครื่องมือรับใช้สาธารณประโยชน์หรือเป็นเครื่องมือปลดล็อกให้กลุ่มทุน?
การยืนหยัดของชาวบ้านจึงเป็นการใช้ “กฎหมายและสิทธิภาคประชาชน” เข้ามาตรวจสอบ ถ่วงดุล และทวงคืนความชอบธรรมให้กับกระบวนการพัฒนาประเทศ
ปัญหา: การเมินเสียงประชาชนและผลกระทบระยะยาว
ปัญหาใจกลางของเรื่องนี้สรุปได้ใน 3 มิติหลัก:
- การเมืองภาคราชการที่เอื้อทุน: รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกมองว่าให้ความสำคัญกับการลงทุนของเอกชน (TPI) มากกว่าการฟังเสียงสะท้อนของคนในพื้นที่ โดยระบุว่าหน้าที่ภาครัฐคือการอนุมัติ ส่วนการลงทุนเป็นของเอกชน ซึ่งผลักภาระและผลกระทบให้ชุมชนต้องแบกรับ
- การทำลายฐานทรัพยากร: การเปลี่ยนผังเมืองจากเขตอนุรักษ์เป็นเขตอุตสาหกรรมหนัก จะทำลายระบบนิเวศชายฝั่ง สัตว์น้ำ และความมั่นคงทางอาหารอย่างถาวร
- การขาดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม: การเร่งรัดผ่านมติและขั้นตอนทางกฎหมายเฉพาะส่วน ทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกลดทอนลงเหลือเพียงพิธีการ
ทางออก: ข้อเสนอเพื่ออนาคตจะนะที่ยั่งยืน
ทางออกที่จะนำพาอำเภอจะนะและจังหวัดสงขลาพ้นจากวังวนความขัดแย้ง มีแนวทางที่ภาครัฐและผู้มีอำนาจควรพิจารณาอย่างจริงจัง ดังข้อเสนอ 4 ข้อที่ภาคประชาชนเคยเสนอไว้:
- ยึดผลการศึกษา SEA: นำผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สงขลา-ปัตตานี ที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มาเป็นบรรทัดฐานหลักในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เนื่องจากผลการศึกษาชี้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับการสร้างนิคมอุตสาหกรรม
- ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง: คณะรัฐมนตรีและผู้มีอำนาจต้องลงพื้นที่จริงเพื่อสัมผัสวิถีชีวิต ทัศนียภาพชายหาด และรับฟังเสียงของชาวบ้านด้วยตนเอง ก่อนตัดสินใจอนุมัติโครงการใดๆ
- ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน: ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบความโปร่งใสของผืนดินแปลงใหญ่ในพื้นที่เป้าหมาย ว่ามีที่มาอย่างไร มีการออกโฉนดทับที่ดินทำกินของชาวบ้านหรือมีคดีความค้างเก่าอยู่หรือไม่
- ประเมินขีดความสามารถของนิคมเดิม: ตรวจสอบสถานะของนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว เช่น นิคมอุตสาหกรรมฉลุง ว่ายังคงมีพื้นที่รองรับเหลือเฟือหรือไม่ ก่อนจะอ้างความจำเป็นในการเปิดหน้าดินและสร้างนิคมแห่งใหม่
บทสรุป
การพัฒนาที่แท้จริงไม่ใช่การเดินหน้าโดยทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง แต่คือการทำให้ “เศรษฐกิจเดินหน้า คนในชุมชนอยู่ได้ ทะเลอยู่รอด และอนาคตของจะนะยังคงเป็นของคนจะนะอย่างแท้จริง”
หมายเหตุ อ่านข่าวประกอบบทความ
”เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ยื่นขอข้อมูลการปรับปรุงผังเมืองรวมจังหวัดสงขลา“ เมื่อ 21 สิงหาคม 2569 ที่
สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา
สืบเนื่องจากทางเครือข่ายได้มีการติดตามการจัดทำผังเมืองในพื้นที่มาโดยตลอด และทราบว่าปัจจุบันผังเมืองรวมจังหวัดสงขลาฉบับใหม่อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไข ประกอบกับมีข่าวระบุว่าผังเมืองฉบับดังกล่าวได้ผ่านการแก้ไขผังเมืองรวมไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติ
ทางสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา ได้ชี้แจงสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยขณะนี้เป็นการดำเนินการแก้ไขผังเมืองรวมเฉพาะส่วน ตามมาตรา 35 ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนที่ 2 คือการประชุมคณะที่ปรึกษาผังเมือง ทั้งนี้ ขั้นตอนทั้งหมดเป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่ถูกต้อง
#เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น
1,430 total views, 1,430 views today

More Stories
แก้ผังเมืองจะนะ เอื้อประชาชนหรือนายทุน?
เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนและทหารในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่ง จับกุมชาวเขารายหนึ่ง พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดทั้งเฮโรอีนและยาบ้า รวมถึงกลุ่มบุคคลที่มั่วสุมเสพภายในบ้าน
เราฟังกันน้อยเกินไปไหม