สิงหาคม 22, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

สัมภาษณ์พิเศษ :บทสนทนาเพื่อสันติภาพ: รำลึกถึง “ดร.นอร์เบิรต์ โรเปอร์ส”, กว่า 20 ปีไฟใต้ และการเปิดพื้นที่ทางการเมือง

แชร์เลย

ผู้สัมภาษณ์: อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ผู้ให้สัมภาษณ์: อาจารย์ฆอซาลี อาแว (สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล)

เปิดวงคุย: จากความสูญเสีย สู่การมองย้อน 20 ปี ไฟใต้

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ:
     สวัสดีครับอาจารย์ฆอซาลี เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (2568) เราเพิ่งได้รับข่าวการจากไปของ ดร.นอร์เบิรต์ โรเปอร์ส ที่ประเทศเยอรมนี สำหรับคนที่ทำงานสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี นี่คือการสูญเสียครั้งใหญ่เลยใช่ไหมครับอาจารย์?

อาจารย์ฆอซาลี:
     สวัสดีครับอุสตาซ ใช่ครับ เป็นข่าวที่สร้างความใจหายและเสียใจให้กับพวกเราทุกคนมากครับ ดร.นอร์เบิรต์เปรียบเสมือน “พจนานุกรมเคลื่อนที่” และเป็นเสาหลักทางปัญญาของคนทำงานสันติภาพในพื้นที่มานานกว่า 12 ปี ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงวันที่ท่านต้องกลับไปพักผ่อนที่เยอรมนีตอนปลายปี 2566 การจากไปของท่านทำให้หลายคนหันกลับมามองย้อนดูเส้นทาง 20 ปีของไฟใต้ว่าเราเดินมาถึงจุดไหนกันแล้ว และเราได้เรียนรู้อะไรจากท่านบ้าง

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ:
     พอดอกเตอร์จากไปในช่วงที่สถานการณ์ไฟใต้กลับมาปะทุระลอกใหม่พอดี ยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากครับ อาจารย์มองว่าทำไมผ่านไป 20 ปีแล้ว สถานการณ์ถึงยังวนลูปกลับมาจุดเดิมได้ครับ?

อาจารย์ฆอซาลี:
     หลักๆ มาจากความไม่ต่อเนื่องครับ ลองนึกภาพดูว่า ฝ่ายเราเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย คณะพูดคุยสันติภาพของฝ่ายไทยต้องเปลี่ยนชุดตาม นโยบายเลยขาดความต่อเนื่อง แถมบางช่วงตำแหน่งหัวหน้าคณะพูดคุยยังว่างลงเป็นเวลานานเพราะขาดเจตนารมณ์ทางการเมืองที่แน่วแน่

      นอกจากนี้ จุดยืนยังไม่ตรงกันเสียที ฝ่ายรัฐอยากให้พื้นที่สงบก่อนแล้วค่อยคุย แต่ฝั่งบีอาร์เอ็น (BRN) ก็ยังยึดข้อเรียกร้องทางการเมืองระดับโครงสร้าง พอมันช้าและความยุติธรรมในพื้นที่สั่นคลอน ความไว้วางใจมันก็ลดลง พอมีความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐและฝ่ายความมั่นคง มวลชนก็พร้อมกลับมาเคลื่อนไหว ประกอบกับยุคนี้มีเรื่องสงครามข้อมูลข่าวสาร (IO) และข่าวปลอมที่คอยปลุกปั่นให้ปัญหาการเมืองท้องถิ่นกลายเป็นความเกลียดชังทางศาสนาอีก มันเลยเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้สถานการณ์ปะทุขึ้นมาใหม่ครับ

ปมปัญหาการปิดพื้นที่ทางการเมือง: เสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ:
     นอกจากเรื่องความยุติธรรมและนโยบายแล้ว ผมสังเกตว่าอีกปมสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ยังตึงเครียด คือเรื่องการไม่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับนักศึกษา นักเคลื่อนไหว หรือเยาวชนที่เห็นต่างจากรัฐ อย่างกรณีคดี “มลายูรายา” ที่นักกิจกรรม 9 คนถูกสั่งฟ้องจากกิจกรรมสวมชุดมลายู หรือล่าสุดกับคดี “ประชามติจำลอง” ที่ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่กำลังลุ้นฟังผลคำพิจารณาคดี อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไรครับ?

อาจารย์ฆอซาลี:
      นี่คือโจทย์ที่ท้าทายมากครับอุสตาซ ถ้าเราย้อนกลับไปมองแนวคิดของ ดร.นอร์เบิร์ต รอปเปอร์ส ท่านมองเสมอว่า การเปิดพื้นที่ทางการเมืองคือหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง การที่เยาวชนหรือนักศึกษาแสดงออกทางอัตลักษณ์ เช่น การใส่ชุดมลายู หรือการจัดกิจกรรมทางวิชาการอย่างประชามติจำลอง มันคือกระบวนการมีส่วนร่วมในระดับรากหญ้าและภาคประชาสังคม (Tract II และ Tract III)

      แต่น่าเสียดายที่ภาครัฐบางส่วนยังมองการเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นภัยความมั่นคง นำไปสู่การดำเนินคดีตามกฎหมายต่างๆ เช่น มาตรา 116 ซึ่งในมุมมองขององค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพ ในขณะที่รัฐมองเรื่องพฤติกรรมและความเชื่อมโยง การปิดกั้นพื้นที่แบบนี้รังแต่จะทำให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับคนรุ่นใหม่กว้างขึ้น ความไว้วางใจที่ควรจะมีจึงถูกบั่นทอนลงไปอีกครับ

ถอดบทเรียน “เมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ” จาก ดร.นอร์เบิรต์

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ:
     ฟังดูแล้วสะท้อนใจทีเดียวครับ แต่ในความมืดมนนี้ ผมจำได้ว่า ดร.นอร์เบิรต์ มักจะนำเครื่องมือและทฤษฎีสากลมาปรับใช้เสมอ ในฐานะที่อาจารย์เคยเป็นทั้งลูกศิษย์ ผู้จัดวง และเพื่อนร่วมงานอย่างใกล้ชิด อาจารย์ประทับใจอะไรในตัวท่านมากที่สุดครับ?

อาจารย์ฆอซาลี:
     สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือ “ความทุ่มเทและหัวใจที่เป็นกลาง” ครับ ดร.นอร์เบิรต์เข้ามาทำงานในพื้นที่ตอนอายุเกือบ 70 ปีแล้ว จนถึงเกือบ 80 ปี แต่พลังในการทำงานของท่านล้นเหลือมาก ท่านนำทฤษฎีของ John Paul Lederach มาย่อยให้เราเข้าใจง่าย แบ่งการสร้างสันติภาพเป็น 3 ระดับ คือ ผู้นำระดับสูง (Tract I), นักวิชาการและภาคประชาสังคม (Tract II) และรากหญ้า (Tract III)

      ท่านไม่ได้มาเพื่อสั่งสอนครับ แต่ท่านมาสร้าง “พื้นที่กลาง” (Insider Peacebuilder’s Platform – IPP) ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันจัดไปแล้วถึง 41 ครั้ง เป็นเวทีที่เปิดให้คนที่มีภูมิหลังต่างกันสุดขั้ว มานั่งคุยกันด้วยความเข้าใจ ท่านใช้เครื่องมือวิเคราะห์ง่ายๆ เช่น การทำแผนที่ตัวแสดง (Mapping Analysis), การวิเคราะห์แรงขับเคลื่อนความขัดแย้ง (Drivers of Conflict) และการมองบทเรียนจากต่างประเทศ ทำให้คนในพื้นที่อย่างพวกเรามีเครื่องมือในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอพึ่งพาแต่คนนอก

ก้าวต่อไป: เราจะช่วยกันสานต่อได้อย่างไร?

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ:
     ฟังอาจารย์เล่าแล้วเห็นภาพเลยครับว่า ดร.นอร์เบิรต์ไม่ได้แค่มาทำโปรเจกต์แล้วกลับไป แต่ท่าน “หว่านเมล็ดพันธุ์” ไว้ในใจคนทำงานจริงๆ แล้วในฐานะคนอ่านหรือคนไทยทั่วไปที่รักสันติภาพ แม้เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ เราจะช่วยกันสานต่อเจตนารมณ์นี้ได้อย่างไรบ้างครับ?

อาจารย์ฆอซาลี:
      คำถามนี้ดีมากครับ สันติภาพไม่ใช่เรื่องของคนชายแดนใต้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศ สิ่งแรกที่เราทุกคนช่วยกันได้คือ “การเท่าทันข้อมูลข่าวสาร” อย่าตกเป็นเครื่องมือของข่าวปลอมที่พยายามสร้างความเกลียดชัง

      ประการที่สองคือ “การส่งเสริมและเปิดพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกัน” เราต้องผลักดันให้สังคมไทยตระหนักว่า ความเห็นต่างทางการเมืองหรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไม่ใช่ “อาชญากรรม” แต่เป็นเสียงสะท้อนที่ต้องรับฟังด้วยความเข้าใจ หากเราเปิดใจรับฟังกันและกันเหมือนที่ ดร.นอร์เบิรต์ ได้อุทิศตนทำมาตลอดชีวิต เมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพที่ท่านทิ้งไว้จะเติบโตและงอกงามในที่สุดครับ

ข้อคิดสะกิดใจ:
“แม้ ดร.นอร์เบิรต์ โรเปอร์ส จะจากไปแล้ว แต่ความมุ่งหวังที่อยากเห็นสังคมโลกและชายแดนใต้สงบสุข จะยังคงมีชีวิตอยู่ในหัวใจของทุกคนที่พร้อมจะลุกขึ้นมา ‘สร้างสันติภาพ’ ผ่านการเปิดพื้นที่และการพูดคุยด้วยความจริงใจ”

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ:
      ขอบพระคุณอาจารย์ฆอซาลีมากๆ ครับ วันนี้ได้ทั้งมุมมองเชิงลึกและแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสังคมต่อไปครับ

หมายเหตุ

ประวัติท่านโดยสังเขป

      ดร.นอร์เบิร์ต โรเปอร์ส (Dr. Norbert Ropers) เป็นนักวิชาการและนักปฏิบัติการสันติภาพระดับสากลชาวเยอรมัน ผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย (ปาตani) ตลอดช่วงเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา จนเป็นที่เคารพรักและยกย่องของ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และคนทำงานสันติภาพในพื้นที่ (มักถูกเรียกว่า “อ.นอร์เบิร์ต” หรือ “แบนอร์”)

ประวัติและคุณูปการสำคัญของ ดร.นอร์เบิร์ต โรเปอร์ส กับงานสันติภาพชายแดนใต้ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ

1. ประวัติและบทบาทในระดับสากล

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง: ดร.นอร์เบิร์ต เป็นอดีตผู้อำนวยการองค์กรสนับสนุนสันติภาพเบิร์กฮอฟ (Berghof Peace Support – BPS) และศูนย์วิจัยความขัดแย้งเบิร์กฮอฟ ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำของโลกด้านการจัดการความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ
  • ประสบการณ์ในเวทีโลก: ก่อนที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย เขาเคยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพและความปรองดองในประเทศศรีลังกา (ช่วงวิกฤตความขัดแย้งกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม) รวมถึงภูมิภาคอื่นๆ มาก่อน

2. การเข้ามาทำงานเพื่อสันติภาพชายแดนใต้

  • ปักหลักในพื้นที่: ดร.นอร์เบิร์ต เดินทางเข้ามามีส่วนร่วมกับสถานการณ์ในชายแดนใต้ราวปี พ.ศ. 2552 โดยเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นนักวิชาการอาวุโสและอาจารย์สอนในระดับบัณฑิตศึกษา ที่สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตปัตตานี รวมถึงสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
  • การสร้าง “พื้นที่กลาง” (Insider Peacebuilders Platform – IPP): ผลงานชิ้นโบว์แดงและเป็นมรดกสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาคือ การริเริ่มและผลักดัน เวทีสร้างสันติภาพจากคนใน (IPP) ขึ้นในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นห้วงเวลาก่อนที่จะมีการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มขบวนการ
  • เวที IPP ทำหน้าที่เสมือนพื้นที่ปลอดภัยและ “พื้นที่กลาง” ให้ภาคประชาสังคม นักกิจกรรม เยาวชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีภูมิหลัง ความคิด หรือจุดยืนที่แตกต่างหลากหลาย ได้มาพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ โดยเวทีนี้ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี (จัดประชุมแลกเปลี่ยนมามากกว่า 40 ครั้ง)

3. แนวคิดและคุณูปการสำคัญ

  • การนำบทเรียนสากลมาปรับใช้: เขาได้นำเอาองค์ความรู้เรื่องการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง (Conflict Transformation) และบทเรียนจากความขัดแย้งในระดับสากลมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเฉพาะของชายแดนใต้
  • เสริมพลังภาคประชาสังคม: ดร.นอร์เบิร์ต ให้ความสำคัญกับการสร้างศักยภาพให้แก่คนในพื้นที่ (Local Ownership) โดยเชื่อมั่นว่าสันติภาพที่ยั่งยืนจะต้องขับเคลื่อนโดยคนท้องถิ่นเอง ไม่ใช่การพึ่งพาแต่กระบวนการเจรจาระดับรัฐเพียงอย่างเดียว
  • ท่าทีที่นอบน้อมและจริงใจ: ในความทรงจำของคนทำงานในพื้นที่ ดร.นอร์เบิร์ต เป็นผู้ชายร่างสูง สุขุม เยือกเย็น เปี่ยมด้วยความเมตตา และมีความเคารพอย่างสูงต่อความหลากหลายทางอัตลักษณ์และศาสนาในพื้นที่

4. ช่วงท้ายของชีวิต

     หลังจากทุ่มเททำงานและใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับการสร้างสันติภาพในภาคใต้ของไทยยาวนานร่วม 12 ปี ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2566 เขาได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่ประเทศเยอรมนีด้วยเหตุผลด้านสุขภาพและครอบครัว โดยในตอนนั้นได้มีการจัดเวทีปาฐกถาอำลาและสรุปบทเรียน “หนึ่งทศวรรษของกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี”

      ต่อมาในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ดร.นอร์เบิร์ต โรเปอร์ส ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบที่ประเทศเยอรมนี ในวัย 81 ปี การจากไปของเขาได้สร้างความอาลัยแก่แวดวงวิชาการและนักขับเคลื่อนสันติภาพในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่แนวคิดเรื่องพื้นที่กลางและกระบวนการสร้างสันติภาพจากฐานรากที่เขาได้วางรากฐานไว้ ยังคงเป็นแนวทางสำคัญที่ถูกใช้ขับเคลื่อนต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 1,801 total views,  1,801 views today

You may have missed