กรกฎาคม 6, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

“TIST RUN #3 : วิ่งทะลุเฟรม Pattani” ม.อ.ปัตตานี–สสส.–ภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนสุขภาวะผ่านเมืองพหุวัฒนธรรม สู่ต้นแบบการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

แชร์เลย

     มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จับมือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จังหวัดปัตตานี และสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดกิจกรรม “TIST RUN #3 : วิ่งทะลุเฟรม Pattani” ดึงนักวิ่งร่วม 1,800 คน จากทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมสัมผัสเส้นทาง “วงแหวนพหุวัฒนธรรม” ถ่ายทอดเสน่ห์ของเมืองปัตตานีผ่านการวิ่ง พร้อมยกระดับกิจกรรมสู่ต้นแบบการสร้างสุขภาวะ การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

     มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จังหวัดปัตตานี และสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดกิจกรรม “TIST RUN #3 : วิ่งทะลุเฟรม Pattani” ภายใต้โครงการวิ่งสร้างสุขภาวะและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน (TIST RUN #3) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมี นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (กรุงเทพ) รวมทั้ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บดินทร์ แวลาเตะ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ วิทยาเขตปัตตานี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรภาคย์ ไมตรีพันธ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย หัวหน้าส่วนราชการ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อมุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกิจกรรมกีฬามวลชนที่ได้มาตรฐาน ส่งเสริมวิถีสุขภาวะ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชน และพัฒนาต้นแบบการจัดกิจกรรมบนฐานอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

     กิจกรรมในปีนี้ได้รับการตอบรับจากนักวิ่งเข้าร่วม 1,800 คน โดยเฉพาะนักวิ่งชาวต่างชาติร่วม 200 คน จากประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศเคนยา นักวิ่งหน้าใหม่จากเครือข่ายโรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชนในจังหวัดปัตตานี ร่วมแข่งขันใน 3 ระยะ ได้แก่ Half Marathon 21 กิโลเมตร, Mini Marathon 10 กิโลเมตร และ Fun Run 6 กิโลเมตร

      จุดเด่นสำคัญของงานคือ เส้นทางวิ่ง “วงแหวนพหุวัฒนธรรม” ซึ่งพานักวิ่งผ่านสถานที่สำคัญของจังหวัดปัตตานี ทั้งมัสยิด วัด ชุมชน ตลาด และสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ สะท้อนภาพการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรมอย่างสันติ เปรียบเสมือนการเล่าเรื่องเมืองผ่านทุกย่างก้าวของนักวิ่ง ภายใต้แนวคิด Travel – Inspiration – Sport – Together หรือ “วิ่งทะลุเฟรม Pattani”

     นอกจากจะเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้วิถีชีวิต แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสัมผัสเสน่ห์ของเมืองปัตตานีในมิติใหม่ ช่วยสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์จังหวัดในฐานะเมืองแห่งสุขภาวะและพหุวัฒนธรรม ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติ

      นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่กิจกรรมได้รับการตอบรับจากนักวิ่งทั่วประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดปัตตานีทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การท่องเที่ยว และทรัพยากรทางธรรมชาติที่งดงาม ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสบรรยากาศและเสน่ห์ของพื้นที่ตลอดเส้นทางการวิ่ง พร้อมอวยพรให้ทุกคนได้รับทั้งความสุข ความแข็งแรง และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

      ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรม TIST RUN อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งของทุกภาคส่วน และจะมีการสานต่อในปีต่อ ๆ ไป เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดปัตตานีให้เป็นที่ประจักษ์ในวงกว้าง

      ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรภาคย์ ไมตรีพันธ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า โครงการ TIST RUN #3 : วิ่งทะลุเฟรม Pattani ได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่ากิจกรรมเดิน–วิ่งเพื่อสุขภาพ แต่เป็นพื้นที่สร้างสุขภาวะที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และวัฒนธรรม ผ่านความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาต้นแบบการจัดกิจกรรมบนฐานอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรม และขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

      ความโดดเด่นของ TIST RUN คือการนำแนวคิด “TIST : Travel – Inspiration – Sport – Together” มาถ่ายทอดผ่านเส้นทาง “วงแหวนพหุวัฒนธรรม” ซึ่งเชื่อมโยงมัสยิด วัด ศาลเจ้า ย่านเมืองเก่า ตลาด และชุมชนไทยพุทธ มลายู และจีน ทำให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงออกกำลังกาย แต่ยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของจังหวัดปัตตานีไปพร้อมกัน

“สิ่งที่เราเห็นตลอดเส้นทางวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่ร่วมดูแลจุดบริการน้ำ การแสดงศิลปวัฒนธรรม การเปิดพื้นที่ชุมชนต้อนรับนักวิ่ง หรือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ล้วนสะท้อนว่า TIST RUN ไม่ใช่เพียงงานวิ่ง แต่เป็นกระบวนการสร้างสุขภาวะของคนทั้งเมือง ที่ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี

      ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ความร่วมมือของมหาวิทยาลัย ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน คือ “ทุนทางสังคม” ที่ทำให้ TIST RUN เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยผลจากการจัดงานที่ผ่านมาได้รับการยอมรับให้ติด 1 ใน 5 งานวิ่งที่มีการบริหารจัดการดีที่สุดของประเทศ ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารจัดการ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักวิ่ง ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญสู่การจัด TIST RUN #3 ในปีนี้อย่างมีคุณภาพ

      นอกจากนี้ โครงการยังสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ ร้านค้า ที่พัก และผู้ผลิตสินค้าชุมชน ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดปัตตานีให้เป็นเมืองแห่งสุขภาวะ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และเมืองพหุวัฒนธรรมที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในการเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม” ที่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ พร้อมพิสูจน์ว่าการบูรณาการด้านสุขภาพ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความร่วมมือของทุกภาคส่วน สามารถพัฒนาเป็นต้นแบบการสร้างสุขภาวะและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ที่สามารถต่อยอดสู่พื้นที่อื่นของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

      สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือ “เสียงสะท้อน” จากนักวิ่งต่างจังหวัดและต่างประเทศ ที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัตตานีในความเป็นจริง แตกต่างจากภาพจำที่เคยรับรู้

นายบุณตรา สุวรรณหอม นักวิ่งจากจังหวัดสตูล บอกว่า เดิมตั้งใจมาวิ่งเพราะเห็นประชาสัมพันธ์จากเพจ ThaiRun แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากกว่าการแข่งขันกีฬา

“สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเส้นทางวิ่งครับ เพราะทำให้ได้เห็นปัตตานีในมุมที่ไม่เคยเห็น ทั้งมัสยิดกลาง วัดกลาง ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หอนาฬิกา และย่านชุมชนไทยพุทธ–มลายู–จีน เหมือนได้ทั้งวิ่ง ได้เที่ยว และได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเมืองไปพร้อมกัน ระหว่างทางชาวบ้านออกมาเชียร์และต้อนรับอย่างอบอุ่น ทำให้รู้สึกถึงมิตรภาพตลอดเส้นทาง อยากชวนทุกคนมาลองวิ่งที่ปัตตานีสักครั้ง เพราะนอกจากจะได้สุขภาพแล้ว ยังได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ของเมืองนี้ด้วย”

     เช่นเดียวกับ นางสาวเบญจมาศ ระมณี นักวิ่งจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ยอมรับว่า ครั้งแรกที่ตัดสินใจเดินทางมาปัตตานี เธอมีความกังวลไม่ต่างจากคนทั่วไป เพราะภาพจำจากข่าวสารทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ แต่เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง ความรู้สึกนั้นกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

“ตอนแรกหนูแอบกลัวเหมือนหลายคนค่ะ จนไม่กล้าบอกที่บ้านว่าจะมาปัตตานี แต่พอได้มาจริง ๆ ทุกอย่างเปลี่ยนไปเลย เมืองสงบ ผู้คนยิ้มแย้ม เป็นกันเอง และอบอุ่นมาก ตลอดเส้นทางได้เห็นความสวยงามของเมือง เห็นความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม เหมือนได้ท่องเที่ยวไปพร้อมกับการวิ่ง หนูอยากให้ทุกคนเปิดใจ แล้วมาสัมผัสปัตตานีด้วยตัวเองสักครั้ง เพราะเมืองนี้สวยและน่ารักกว่าที่หลายคนจินตนาการไว้จริง ๆ”

เสียงสะท้อนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะนักวิ่งชาวไทยเท่านั้น

นาย MUHAMMAD AZIAN BIN JAAFAR นักวิ่งจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเดินทางมาร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร พร้อมเพื่อน ๆ หลังเห็นประชาสัมพันธ์ผ่าน Facebook กล่าวว่า สิ่งที่ได้รับจากการเดินทางครั้งนี้เกินกว่าความคาดหวัง

“ผมประทับใจตั้งแต่มาถึงครับ ทีมงานดูแลดีมาก คนปัตตานีให้การต้อนรับอบอุ่น ทำให้รู้สึกเหมือนมาเยี่ยมเพื่อนมากกว่ามาแข่งขันกีฬา เส้นทางวิ่งสวยมาก ได้เห็นมัสยิดกลาง ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และชุมชนที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย ทุกที่สวยและมีเสน่ห์มาก ผมยังได้ชิมอาหารท้องถิ่น ได้พบผู้คนที่ใจดี พอกลับมาเลเซีย ผมตั้งใจจะชวนเพื่อน ๆ ให้มาปัตตานี เพราะที่นี่มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม อาหารอร่อย ผู้คนอบอุ่น และเป็นเมืองที่ควรมาสัมผัสด้วยตัวเอง”

 245 total views,  245 views today