สิงหาคม 24, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

สามจังหวัดชายแดนใต้: จากการดับไฟสู่การสร้างอนาคต เมื่อความมั่นคงต้องเดินคู่กับความยุติธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ

แชร์เลย

     เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุดในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะ “จำนวนเหตุการณ์ 51 จุด” แต่ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า ระบบการจัดการความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีช่องว่างที่ต้องได้รับการแก้ไขในระดับโครงสร้าง

     ข้อมูลของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุว่า ณ เวลา 24.00 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม มีเหตุการณ์รวม 51 เหตุการณ์ แบ่งเป็นนราธิวาส 22 เหตุการณ์ ปัตตานี 11 เหตุการณ์ และยะลา 18 เหตุการณ์ ขณะที่รายงานในช่วงก่อนหน้านั้นยังมีตัวเลขแตกต่างกัน จึงควรถือว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ เวลาที่รายงาน และรอการยืนยันจากการสอบสวนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง (South Peace⁠)

นี่คือจุดแรกที่ต้องยึดหลักวิชาการ:

อย่ารีบสรุปในสิ่งที่หลักฐานยังไม่สรุป

โดยเฉพาะกรณีชายหนุ่มที่อำเภอจะแนะ ซึ่งมีข้อมูลจากผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวว่าได้รับกระสุนจากเฮลิคอปเตอร์ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่าไม่มีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์

เมื่อมี “ข้อเท็จจริงสองชุด” สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่การเลือกเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทันที แต่คือ กลไกที่จะทำให้ความจริงชุดเดียวปรากฏขึ้นจากพยานหลักฐาน

นี่ไม่ใช่การทำลายขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่

ตรงกันข้าม นี่คือการปกป้องความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่เอง

1. ปัญหาใหญ่กว่าตัวเลข 51 คือ “ความไว้วางใจ”

      ตลอดช่วงตั้งแต่ปี 2547 จนถึง 31 กรกฎาคม 2569 ข้อมูลที่ผ่านการรับรองจากสามฝ่ายและรวบรวมโดยกลุ่มงานเยียวยา ศอ.บต. ระบุว่าเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบรวม 10,222 ครั้ง มีผู้ได้รับผลกระทบและสูญเสีย 20,679 ราย

ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 6,028 ราย ผู้บาดเจ็บ 13,737 ราย และผู้พิการหรือทุพพลภาพ 914 ราย

ที่สำคัญ ผู้เสียชีวิตเป็นประชาชน 3,666 ราย มากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งอยู่ที่ 2,362 ราย (Isranews⁠)

ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า

ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ความขัดแย้ง แต่เป็นผู้แบกรับต้นทุนของความขัดแย้งโดยตรง

และเมื่อความขัดแย้งดำเนินมายาวนานกว่าสองทศวรรษ ปัญหาจึงไม่ได้มีเพียง “ใครยิงใคร”

แต่กลายเป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า

รัฐยุติธรรมกับฉันหรือไม่?

ฉันเชื่อเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่?

เมื่อเกิดความผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ?

ลูกหลานของฉันจะมีอนาคตที่นี่หรือไม่?

และฉันสามารถเป็นทั้ง “คนไทย” และรักษาอัตลักษณ์มลายูมุสลิมของตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่?

นี่คือ ปัญหาความชอบธรรมของสถาบัน (institutional legitimacy)

และนี่สำคัญไม่แพ้จำนวนกำลังพล

2. งานวิจัยบอกชัดว่า “ความขัดแย้งมีต้นทุนทางเศรษฐกิจ”

     งานวิจัยของ PIER ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความขัดแย้งกับตลาดแรงงานในปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของสงขลา โดยใช้ข้อมูลระดับพื้นที่และวิธี Panel VAR รวมถึง Synthetic Control พบว่า พื้นที่ชายแดนใต้มีอัตราการว่างงานสูงกว่า และมีจำนวนกิจการเปิดใหม่ต่ำกว่าพื้นที่เปรียบเทียบที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน อีกทั้งจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงมีความสัมพันธ์กับช่องว่างของอัตราการว่างงาน (PIER⁠)

     งานเดียวกันยังพบว่า ความรุนแรงส่งผลผ่านหลายช่องทาง ทั้งการสูญเสียทุนมนุษย์และทุนทางกายภาพ ความกังวลของครัวเรือนและธุรกิจ การลดการผลิต การย้ายฐานธุรกิจ ต้นทุนธุรกรรมที่สูงขึ้น และการโยกทรัพยากรภาครัฐไปสู่ความมั่นคง (PIER⁠)

กล่าวง่าย ๆ คือ

ความไม่สงบไม่ได้ฆ่าเพียงคน

แต่มันฆ่าโอกาสด้วย

ฆ่าโอกาสในการลงทุน

ฆ่าโอกาสในการจ้างงาน

ฆ่าโอกาสของผู้ประกอบการ

ฆ่าโอกาสของคนรุ่นใหม่

และทำให้คนที่มีศักยภาพบางส่วนเลือกออกจากพื้นที่

ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจจึงไม่ใช่ “ของแถมหลังความสงบ”

แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สันติภาพ

3. แต่ต้องระวังความเข้าใจผิดว่า “พัฒนาเศรษฐกิจแล้วความขัดแย้งจะหาย”

นี่เป็นอีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา

เงินไม่สามารถซื้อสันติภาพได้

การสร้างถนน โรงงาน หรือเขตเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

     World Bank และ UN ในกรอบ “Pathways for Peace” ชี้ว่า ความเสี่ยงต่อความขัดแย้งรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อประชาชนถูกกีดกันจากอำนาจ โอกาส บริการ และความมั่นคง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สถาบันรัฐมีความสามารถหรือความชอบธรรมต่ำ (Open Knowledge⁠)

ดังนั้นสมการที่ถูกต้องไม่ใช่

เศรษฐกิจ → สงบ

แต่ควรเป็น

ความยุติธรรม + ความไว้วางใจ + การมีส่วนร่วม + ความปลอดภัย + โอกาสทางเศรษฐกิจ → สันติภาพที่ยั่งยืน

4. จุดแข็งที่ 3 จังหวัดมีอยู่แล้ว คือ “ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษา”

นี่คือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

สามจังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ “ขาดศักยภาพ”

แต่เป็นพื้นที่ที่ ศักยภาพจำนวนมากยังถูกล็อกไว้ด้วยความเสี่ยง

ด้านหนึ่งคือชายแดนติดมาเลเซีย

อีกด้านหนึ่งคือวัฒนธรรมมลายู

มีภาษาและเครือข่ายทางสังคมที่เชื่อมโยงกับโลกมลายู

มีอาหารฮาลาล

มีภูมิทัศน์ธรรมชาติ

มีประวัติศาสตร์ปาตานี

มีอัตลักษณ์อิสลาม

และมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมประเทศไทยเข้ากับเศรษฐกิจมาเลเซีย อินโดนีเซีย และโลกมุสลิมได้

    ADB ระบุว่า ภาคใต้ของไทยมีโอกาสสำคัญภายใต้กรอบ Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle หรือ IMT-GT โดยมีระเบียงเศรษฐกิจหลายเส้นทางที่เชื่อมโยงภาคใต้ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Asian Development Bank⁠)

และตัวเลขนักท่องเที่ยวมาเลเซียปี 2025 ยิ่งสะท้อนศักยภาพนี้อย่างชัดเจน

     ประเทศไทยรับนักท่องเที่ยวมาเลเซียถึงประมาณ 4.521 ล้านคน ในปี 2025 สร้างรายได้ประมาณ 88.6 พันล้านบาท และ 78.04% เดินทางเข้าประเทศผ่านด่านทางบก โดยด่านในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีสัดส่วนสูงมากของการเดินทางทางบกจากมาเลเซีย (สำนักงานสถิติแห่งชาติ⁠)

นี่หมายความว่า

ตลาดมีอยู่แล้ว

สิ่งที่ต้องสร้างคือ “ความมั่นใจ”

5. จาก “พื้นที่ชายแดน” สู่ “ประตูเศรษฐกิจอาเซียน–โลกมุสลิม”

หากวันหนึ่งพื้นที่มีความปลอดภัยและความเชื่อมั่นเพียงพอ เราไม่ควรคิดเพียงว่า

“จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวปัตตานี ยะลา นราธิวาส”

แต่ควรคิดใหญ่กว่าเป็น

Southern Muslim-Friendly Economic Corridor

หรือ

ระเบียงเศรษฐกิจมุสลิมชายแดนใต้

โดยเชื่อม

มาเลเซีย → นราธิวาส → ปัตตานี → ยะลา → หาดใหญ่ → ไทยตอนบน

เข้ากับ

อาหารฮาลาล + Wellness + Islamic Tourism + ธรรมชาติ + วัฒนธรรม + การศึกษา + การค้าชายแดน + Digital Economy

     สิ่งที่ประเทศไทยพยายามสร้างในระดับประเทศ เช่น Muslim-friendly tourism สามารถกลายเป็น “ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่” ของชายแดนใต้ได้ เพราะอาหารฮาลาล มัสยิด ภาษา และวัฒนธรรมมุสลิมไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นใหม่

แต่เป็น ทุนทางสังคมที่มีอยู่แล้ว

6. อย่างไรก็ตาม “สันติภาพ” ต้องมาก่อนการตลาด

การโฆษณาการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คนยังไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัยอาจกลายเป็นการขายภาพฝัน

นักท่องเที่ยวไม่ได้ถามเพียงว่า

“มีอาหารฮาลาลไหม?”

แต่ถามว่า

“ปลอดภัยไหม?”

นักลงทุนก็ไม่ได้ถามเพียงว่า

“มีสิทธิประโยชน์อะไร?”

แต่ถามว่า

“กติกาจะมั่นคงหรือไม่?”

และคนรุ่นใหม่ไม่ได้ถามเพียงว่า

“มีงานไหม?”

แต่ถามว่า

“อนาคตของฉันอยู่ที่นี่ได้หรือไม่?”

ดังนั้น ความปลอดภัยและความยุติธรรมคือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

7. สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจาก “Security First” เป็น “Human Security”

แนวคิดความมั่นคงแบบเดิมมักถามว่า

“เราจะควบคุมพื้นที่อย่างไร?”

แต่แนวคิด Human Security ถามว่า

“ประชาชนปลอดภัยจากอะไร และอะไรทำให้ชีวิตของเขามั่นคง?”

จึงต้องดูทั้ง

  • ความปลอดภัยจากความรุนแรง
  • ความปลอดภัยจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ
  • ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • ความมั่นคงทางอาหาร
  • การเข้าถึงการศึกษา
  • สุขภาพ
  • ความยุติธรรม
  • ศักดิ์ศรี
  • อัตลักษณ์
  • และอนาคตของเยาวชน

     องค์การสหประชาชาติชี้ตรงกันว่า ภาคความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสันติภาพ ขณะที่สถาบันความมั่นคงที่ขาดความชอบธรรมและความรับผิดชอบสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรความขัดแย้งได้ (Peacekeeping⁠)

นี่จึงไม่ใช่การ “ลดทอนอำนาจเจ้าหน้าที่”

แต่คือการทำให้ อำนาจมีมาตรฐานและได้รับความไว้วางใจ

8. กรณีจะแนะ: อย่าให้ “ความจริงสองชุด” กลายเป็นเชื้อเพลิงชุดที่ 52

      ประเด็นวัยรุ่นที่อ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากของปัญหาในพื้นที่ความขัดแย้ง ขณะนี้มีข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่างคำให้การของผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัว กับคำชี้แจงของฝ่ายความมั่นคง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ไม่ควรทำคือ

รีบประกาศว่าใครโกหก

และก็ไม่ควรทำอีกด้านหนึ่งคือ

รีบประกาศว่าใครเป็นผู้กระทำผิด

ก่อนกระบวนการพิสูจน์หลักฐานเสร็จสิ้น

ทางออกที่ดีที่สุดคือ

“Independent Fact-Finding Mechanism”

กลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีความเป็นอิสระทางการรับรู้และมีความเชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์

ควรตรวจสอบอย่างน้อย

  1. เส้นทางของรถจักรยานยนต์
  2. เวลาและตำแหน่งของเฮลิคอปเตอร์
  3. บันทึกการบิน
  4. ภาพจากกล้องวงจรปิด
  5. ภาพถ่ายหรือคลิปจากประชาชน
  6. ปลอกกระสุนและหัวกระสุน
  7. วิถีกระสุน
  8. บาดแผลทางนิติเวช
  9. รายงานวิทยุสื่อสาร
  10. พยานบุคคล
  11. ข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
  12. ข้อมูลการปฏิบัติการของหน่วยที่เกี่ยวข้อง

แล้วเปิดเผยผลเท่าที่ไม่กระทบต่อคดีต่อสาธารณะ

นี่คือวิธีที่รัฐสามารถเปลี่ยน

“ความสงสัย” → “ข้อเท็จจริง”

และ

“ข้อเท็จจริง” → “ความเชื่อมั่น”

9. ทำไมการตรวจสอบเจ้าหน้าที่จึงไม่ใช่การเข้าข้างฝ่ายตรงข้าม?

เพราะในทางรัฐศาสตร์มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ

State Legitimacy

รัฐมีอำนาจมากกว่ากลุ่มติดอาวุธ เพราะรัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายในการรักษาความปลอดภัย

แต่ความแตกต่างระหว่าง “รัฐ” กับ “ผู้ใช้อาวุธ” ไม่ได้อยู่เพียงว่าใครมีอาวุธมากกว่า

อยู่ที่ว่า

ใครอยู่ภายใต้กฎหมาย

และ

ใครสามารถตรวจสอบอำนาจของตัวเองได้

หากเจ้าหน้าที่ถูกกล่าวหาแล้วรัฐสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม

แม้สุดท้ายผลสอบจะออกมาว่า

“เจ้าหน้าที่ไม่ได้กระทำผิด”

รัฐก็ยังได้ประโยชน์

เพราะประชาชนเห็นว่า

รัฐกล้าตรวจสอบรัฐ

นี่คือ ความแข็งแรงของสถาบัน ไม่ใช่ความอ่อนแอ

10. การเมืองต้องกลับมาเป็น “เจ้าภาพ” แต่ไม่ใช่การเมืองแบบแบ่งฝ่าย

ข้อเสนอเรื่อง “การเมืองต้องนำการแก้ปัญหา” มีน้ำหนักทางทฤษฎี

แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็น

การเมืองเข้าไปควบคุมทุกอย่าง

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ

Political Leadership + Professional Security + Local Participation

สามอย่างต้องเดินพร้อมกัน

ฝ่ายการเมือง

กำหนดเป้าหมายและนโยบาย

ฝ่ายความมั่นคง

ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายใต้กฎหมาย

ฝ่ายประชาชนและท้องถิ่น

มีส่วนกำหนดอนาคตของพื้นที่

ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่งครอบงำอีกฝ่าย

11. “กระจายอำนาจ” ต้องไม่ใช่แค่คำสวย ๆ

หากต้องการเปลี่ยนโครงสร้างจริง ต้องทดลองให้ประชาชนมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องที่กระทบชีวิตของเขามากขึ้น

เช่น

  • งบประมาณท้องถิ่น
  • การศึกษา
  • ภาษาและวัฒนธรรม
  • การท่องเที่ยว
  • เศรษฐกิจชายแดน
  • การพัฒนาเยาวชน
  • การจัดการทรัพยากร
  • บริการสาธารณะ

ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่า

“จะปกครองรูปแบบไหน?”

แต่เริ่มจากคำถามที่จับต้องได้กว่า

โดย อาจารย์อับดุลอาซีซ (อำนาจ) มะหะหมัด

: ประธานที่ปรึกษาฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ ศกร.รัศมีแห่งทางนำ

Ajarn Abdul-Aziz (Amnart) Mahamad

Chairman of Executive and Strategic Advisory Board

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลากร ฮาลาล อิสลามศึกษา โลกมุสลิม และการคาดการณ์อนาคต (Future Foresight)

#มูลนิธิสร้างชีวิตใหม่ #AnakMelayu #สถานพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กฮานีน #สถาบันฮานีน #สถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา #ฮานีนรับเด็กใหม่

#GrandHalalBangkok2027

#สิ่งดีๆเกิดขึ้นที่ฮานีนทุกวัน #ฮานีน

 977 total views,  977 views today

You may have missed