อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้: เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ณ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ตัวแทนเครือข่ายการศึกษาอิสลามเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี กรณีแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวหาพาดพิงสถาบันปอเนาะและตาดีกา ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่คือการแสดงออกถึง “พันธกิจทางศีลธรรม” และการใช้สิทธิตามครรลองประชาธิปไตยที่มีฐานรองรับจากสามเสาหลัก ดังนี้
1. รากฐานจากหลักการอิสลาม: การพูดความจริงและการรักษาความยุติธรรม
ในทางศาสนา การที่กลุ่มผู้นำศาสนาและผู้ทรงคุณวุฒิออกมาโต้แย้งความเท็จคือหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
- หลักฐานจากอัลกุรอาน:
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งเพื่ออัลลอฮ์ ทรงเป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใดทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า” (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์)
นัยสำคัญ: แม้ฝ่ายความมั่นคงจะมีความระแวงสงสัย แต่ “ความอคติ” ต้องไม่นำไปสู่การกล่าวหาที่ปราศจากความเป็นธรรม
- หลักฐานจากวจนศาสนา (ฮะดีษ):
“การญิฮาดที่ประเสริฐที่สุด คือการกล่าวคำแห่งความยุติธรรมต่อหน้าผู้นำที่อธรรม” (บันทึกโดย อบูดาวูด และติรมิซีย์)
นัยสำคัญ: การกล้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อผู้กุมอำนาจรัฐเพื่อปกป้องสถาบันการศึกษา ถือเป็นการต่อสู้ทางจิตวิญญาณชั้นสูง
2. รากฐานจากกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายไทย
การเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เป็นสิทธิที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายสูงสุดของประเทศ
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (มาตรา 4 และ 32):
รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคต้องได้รับความคุ้มครอง บุคคลย่อมมีสิทธิในเกียรติยศและชื่อเสียง การกล่าวหาว่าสถาบันปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน ถือเป็นการละเมิดสิทธิและกระทบต่อศักดิ์ศรีของบุคลากรทางการศึกษาจำนวนมาก - สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ (มาตรา 41):
ประชาชนมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณา ซึ่งเครือข่ายสามพี่น้องฯ ได้ใช้ช่องทางนี้อย่างสงบตามขั้นตอนของกฎหมาย - กฎหมายหมิ่นประมาท (ประมวลกฎหมายอาญา):
การใส่ความผู้อื่นหรือองค์กรแบบเหมารวมต่อบุคคลที่สามในประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เป็นความผิดตามกฎหมาย การที่เครือข่ายออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจึงเป็นการปกป้องสิทธิทางกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดในวงกว้าง
3. รากฐานจากหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ในระดับสากล การกระทำของเครือข่ายฯ สอดคล้องกับมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ
- ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ข้อที่ 12:
“บุคคลใดจะถูกแทรกแซงตามอำเภอใจในความเป็นอยู่ส่วนตัว… หรือถูกโจมตีในเกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายต่อการแทรกแซงหรือการโจมตีดังกล่าว” - กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR):
ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงออกและการปกป้องตนเองจากการกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะสถาบันทางศาสนาและวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานของกลุ่มชาติพันธุ์
บทสรุป: วิทยปัญญา (Hikmah) สู่ทางออกที่ยั่งยืน
การยื่นหนังสือในครั้งนี้ไม่ใช่การ “ท้าทาย” อำนาจรัฐ แต่เป็นการ “เตือนสติ” และเสนอทางออกเชิงโครงสร้าง ดังนี้
- ยุติการตีตรา (Stop Stigmatization): รัฐต้องมองปอเนาะและตาดีกาเป็น “หุ้นส่วนสันติภาพ” ไม่ใช่ “คู่ขัดแย้ง”
- หลักนิติธรรม (Rule of Law): หากบุคคลใดกระทำผิด ให้ดำเนินการเป็นรายบุคคล ไม่เหมาเข่งทั้งสถาบัน
- การสื่อสารที่รับผิดชอบ: ผู้บริหารระดับสูงต้องระมัดระวังการใช้ถ้อยคำที่อาจบ่อนทำลาย “ความไว้วางใจ (Trust)”
การยืนหยัดพูดความจริงในครั้งนี้ จึงเป็นทั้ง “หน้าที่ต่อพระเจ้า” และ “สิทธิในฐานะพลเมืองไทย” เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของการศึกษาอิสลาม และสันติภาพที่ตั้งอยู่บนฐานของความจริงสืบไป
15,636 total views, 5,384 views today

More Stories
บทบาทของ อับดุลสุโก ดินอะ ในฐานะนักวิชาการและฟันเฟืองสำคัญของภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ถ้ากอ.รมน.นำนโยบายสมช.ไปใช้จริงๆ ปัญหาชายแดนใต้ก็จะทุเลา
ฝ่าวงล้อมสงครามข้อมูลข่าวสาร: เมื่อ IO กระพือไฟใต้ระลอกใหม่ ปัญหาและทางออกบนวิถีสันติภาพ