มิถุนายน 9, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

แม้ไม่เห็นด้วยกับโรงไฟฟ้า แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง: ถอดบทเรียนจากเหตุบุกรุกโรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดชายแดนภาคใต้

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ

      เหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 00.40 น. ของวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ โรงไฟฟ้าชีวมวลปัตตานีกรีน จำกัด ในพื้นที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ที่กลุ่มบุคคลไม่ทราบจำนวนบุกรุกเข้ามาพร้อมใช้อาวุธปืนข่มขู่พนักงานและก่อให้เกิดเสียงระเบิดขึ้นนั้น ไม่เพียงแต่เป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งคลี่คลาย แต่ยังเป็น “สัญญาณเตือน” ครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของกระบวนการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ที่เมื่อความเห็นต่างถูกละเลยหรือจัดการไม่เหมาะสม มักจะลงเอยด้วยความรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไม่ควรยอมรับทั้งในแง่ของวิธีการและผลกระทบ

อธิบาย: ที่มาของความขัดแย้ง

      ความขัดแย้งเรื่องโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ จชต. ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความขัดแย้งที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยมีประเด็นหลักที่ประชาชนในพื้นที่กังวล ได้แก่:

  • ความไม่โปร่งใส: กระบวนการรับฟังความคิดเห็นถูกมองว่าไม่ทั่วถึงและขาดการเปิดเผยข้อมูลอย่างรอบด้าน
  • ช่องโหว่ทางกฎหมาย: โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์) ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในมาตรฐานการป้องกันมลพิษ
  • ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม: ความกังวลต่อฝุ่นละออง กลิ่น และการแย่งชิงทรัพยากรชีวมวลที่เป็นพื้นฐานการเกษตรของคนในพื้นที่

       แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะได้ตรวจสอบและระบุว่าโครงการเหล่านี้ยังไม่พบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจนเนื่องจากอยู่ในระยะเตรียมการ แต่ก็ยอมรับว่า “ไม่มีการให้ข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน” ซึ่งเป็นชนวนเหตุสำคัญของความไม่ไว้วางใจ

เมื่อความเห็นต่างกลายเป็นความรุนแรง

     ในมุมมองของการพัฒนา สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาพสะท้อนของ “ความล้มเหลวในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจ” อย่างไรก็ตาม การที่เราไม่เห็นด้วยกับการผลักดันโครงการที่ขาดธรรมาภิบาล หรือการไม่เห็นด้วยกับการเพิกเฉยต่อความกังวลของชุมชน ไม่ได้หมายความว่าเราจะยอมรับการใช้ความรุนแรงได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนองจิกเมื่อคืนที่ผ่านมา ถือเป็น “ทางตัน” ที่อันตราย:

  1. การใช้ความรุนแรงไม่เคยเป็นคำตอบ: การใช้อาวุธปืนและระเบิด ไม่เพียงแต่สร้างความหวาดกลัวต่อพนักงานผู้บริสุทธิ์ แต่ยังทำให้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนที่ประชาชนพยายามเรียกร้อง ถูกบดบังด้วยมิติของ “การก่อความไม่สงบ” ทำให้ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมกลายเป็นเรื่องรอง
  2. ความพยายามของรัฐที่ยังไม่เพียงพอ: การที่หน่วยงานรัฐผลักดันโครงการเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยที่ยังไม่สามารถสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้แก่ประชาชนได้ เป็นการสร้างช่องว่างให้เกิดความเข้าใจผิดและการแทรกแซงจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี

      เราจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “ทั้งสองฝ่ายกำลังพ่ายแพ้” ชุมชนแพ้เพราะโครงการยังคงเดินหน้าโดยขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง และรัฐก็แพ้เพราะไม่สามารถสร้างความสงบสุขที่ยั่งยืนได้

เสนอแนะ: ทางออกสู่การอยู่ร่วมกัน

     เพื่อให้ความขัดแย้งนี้ไม่นำไปสู่ความรุนแรงในระยะยาว ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมควรพิจารณาดำเนินการดังนี้:

  1. หยุดการใช้ความรุนแรง: การแก้ปัญหาต้องอยู่บนพื้นฐานของการเจรจาและการใช้กลไกทางกฎหมายเท่านั้น
  2. เพิ่มความโปร่งใสแบบสุดทาง: แม้กฎหมายจะไม่บังคับทำ EIA ในโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่ผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐ (ศอ.บต. และ กกพ.) ต้องสมัครใจทำ “รายงานประเมินผลกระทบ” ให้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อแสดงความจริงใจ
  3. กระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริง: การทำประชาพิจารณ์ต้องไม่ใช่แค่การ “แจ้งเพื่อทราบ” แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนซักถามและมีสิทธิในการตัดสินใจร่วมกัน
  4. กลไกตรวจสอบอิสระ: ควรมีคณะทำงานร่วมระหว่างชุมชน นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นระยะ (Monitoring) เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการละเมิดสุขภาพของคนในพื้นที่
  5. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม: เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสืบสวนคดีที่เกิดขึ้นเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่สร้างความรู้สึกว่ารัฐกำลังคุกคามประชาชนในพื้นที่

“ปัญหาโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการไฟฟ้า แต่เป็นเรื่องของ “ความเป็นธรรมทางสังคมและการมีส่วนร่วม” การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัย:

กระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริง: เปลี่ยนจากการประชาสัมพันธ์เป็น “การร่วมตัดสินใจ”

       การตรวจสอบแบบสะสม: หน่วยงานรัฐต้องเลิกมองแบบแยกส่วนรายโรงงาน แต่ต้องมองผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมแบบภาพรวมในพื้นที่

       หากจำเป็นต้องมีโครงการพลังงานเพื่อชุมชนจริงมิใช่กล่าวอ้างตามที่ผ่านมา พลังงานนั้นควรเป็นของชุมชน โดยชุมชนถือหุ้นและบริหารจัดการ เพื่อให้รายได้หมุนเวียนกลับสู่คนในท้องถิ่น แทนที่จะเป็นการตักตวงของนายทุนใหญ่ ความขัดแย้งนี้จะคลี่คลายได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลหันมารับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างจริงใจ และเปลี่ยนผ่านนโยบายจากการมุ่งเน้นตัวเลขการผลิต มาเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

สรุป

     แม้เราจะไม่เห็นด้วยกับการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ไม่โปร่งใสและละเลยเสียงสะท้อนของชุมชน แต่เราก็ขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงของชีวิตมนุษย์ต้องเดินไปพร้อมกัน การพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้บนกองเพลิงหรือความขัดแย้ง แต่ต้องสร้างขึ้นบนความเข้าใจ ความโปร่งใส และการเคารพสิทธิซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย

หมายเหตุอ่านรายงานนี้ประกอบ

1. กสม.แถลงผลสอบ “โครงการบริหารจัดการไฟฟ้าครบวงจร พื้นที่ชายแดนใต้ มั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน”

https://greennews.agency/?p=40199

2. เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบเหตุบุคคลไม่ทราบจำนวนบุกรุกโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่หนองจิก พร้อมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย

     เมื่อเวลาประมาณ 00.40 น.ที่ผ่านมา (9 มิ.ย.69) หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ได้รับแจ้งเหตุจากเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าชีวมวลปัตตานีกรีน จำกัด ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลลิปะสะโง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ว่ามีกลุ่มบุคคลไม่ทราบจำนวนลักลอบเข้ามาภายในบริเวณโรงงานทางด้านหลัง

     จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนข่มขู่เจ้าหน้าที่และพนักงานรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน พร้อมสั่งให้ไปรวมตัวอยู่บริเวณประตูทางเข้าโรงงานด้านหน้า ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดขึ้นภายในพื้นที่โรงงาน

     ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ได้สั่งการให้หน่วยกำลังในพื้นที่เข้าควบคุมสถานการณ์โดยทันที พร้อมจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และปิดกั้นพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อน ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุ และอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติภารกิจตรวจสอบพื้นที่

      ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ประเมินความเสียหาย รวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และเร่งสืบสวนติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยยังไม่พบรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

      เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนยังคงเฝ้าระวังและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางราชการ และงดเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันความสับสนและผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

     ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นบุคคลหรือพฤติกรรมต้องสงสัย หรือมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน สามารถแจ้ง สายด่วนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า 1341 หรือ หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#ข่าวใต้แลได้ที่เรา #ThaiPBSnews #ThaiPBS #ThaiPBSศูนย์ข่าวภาคใต้

 1,239 total views,  1,239 views today

You may have missed