อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้: เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: สัญญาณอันตรายจากโลกเสมือนสู่ความขัดแย้งจริง
สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ “สมรภูมิ” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ทางกายภาพ แต่ได้ลุกลามเข้าสู่ “โลกไซเบอร์” อย่างเต็มรูปแบบ ปรากฏการณ์ปฎิบัติการข่าวสาร (Information Operations: IO) ที่มีการบิดเบือนข้อมูลและการใช้เทคโนโลยี AI สร้างภาพและข่าวลือ กำลังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สร้างรอยร้าวลึกในสังคม โดยเฉพาะหลังกรณีการกล่าวพาดพิงสถาบันการศึกษาปอเนาะและตาดีกา สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน แต่ยังอาจนำไปสู่ “สงครามความรู้สึก” ที่ยากจะเยียวยา
อธิบาย: พลวัตของปัญหาและความเปราะบางทางโครงสร้าง
ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสามารถจำแนกออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้:
- การด้อยค่าสถาบันทางสังคมและอัตลักษณ์: การพุ่งเป้าโจมตีสถาบันการศึกษาศาสนา (ปอเนาะ/ตาดีกา) ซึ่งเป็นหัวใจของชุมชนมลายูมุสลิม ผ่านการใช้ข้อมูลที่บิดเบือน ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “อัตลักษณ์” กำลังถูกคุกคาม
- การใช้เทคโนโลยีเป็นอาวุธ (Weaponized AI): หน่วยงานความมั่นคงถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการนำ AI มาใช้สร้างเนื้อหาเพื่อชี้นำทางความคิด ซึ่งในภาวะที่สถานการณ์เปราะบาง การสื่อสารที่ขาดความจริงใจจะยิ่งเพิ่ม “ความระแวง” มากกว่า “ความมั่นคง”
- ช่องว่างในการบริหารจัดการ (The Silo Effect): การแก้ไขปัญหาที่ยังติดกับดัก “ความต้องการจากส่วนกลาง” (Supply-side) มากกว่าการฟังเสียง “คนในที่อยู่ข้างใน” ทำให้การสื่อสารของรัฐไม่เข้าถึงใจประชาชน และขาดความเป็นเอกภาพในเชิงนโยบาย
อภิปราย: สงครามข้อมูลข่าวสารกับความมั่นคงของมนุษย์
จากการทัศนะของผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการสื่อสาร สันติภาพในชายแดนใต้อาจพังทลายลงหากรัฐยังคงดำเนินปฎิบัติการที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) การที่ “มติสามพี่น้องการศึกษาอิสลาม” (สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนฯ, สมาคมโรงเรียนปอเนาะ และ PERKASA) ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมและ กสม. ตรวจสอบ IO สะท้อนถึงการทนไม่ไหวของภาคประชาสังคมต่อปฎิบัติการที่ทำลายความสามัคคี
หากรัฐยังมองว่าการเอาชนะทางข่าวสารคือการ “กำจัดฝ่ายตรงข้าม” โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วไป รัฐกำลังสูญเสีย “ความชอบธรรม” (Legitimacy) ในการปกครอง และจะส่งผลให้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพในอนาคตกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
สรุป: ย้ายศูนย์กลางอำนาจจากกองทัพสู่ประชาชน
การแก้ปัญหาไฟใต้ระลอกใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย IO ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการใช้กำลังทางทหารหรือการโต้กลับด้วยข้อมูลปลอมที่รุนแรงกว่า แต่ต้องแก้ด้วย “สันติภาพเชิงบวก” (Positive Peace) และการสร้าง “ความฉลาดทางวัฒนธรรม” (Cultural Intelligence) ให้กับหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และมีความไว้วางใจต่อกลไกของรัฐเท่านั้น
ข้อเสนอแนะ: แนวทางแก้ไขเพื่อทางออกที่ยั่งยืน
1. ระดับนโยบายและความมั่นคง:
- หยุดการทำ IO ที่บิดเบือน: รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้โฆษณาชวนเชื่อ” เป็น “ผู้ให้ข้อมูลความจริง” และต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจนต่อหน่วยงานที่ใช้ AI สร้างข่าวปลอม
- การเมืองนำการทหารที่แท้จริง: ปรับปรุง “คู่มือปฏิบัติการ” (Rules of Engagement) ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมเป็นลำดับแรก
2. ระดับการสื่อสารและสื่อมวลชน:
- สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล (Digital Literacy): สนับสนุนให้เยาวชนและคนในพื้นที่รู้เท่าทันสื่อ ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนเชื่อและแชร์
- ชูบทบาทสื่อท้องถิ่น: ส่งเสริมสื่อที่ใช้ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นในการสื่อสาร เพื่อลดช่องว่างความไม่เข้าใจระหว่างรัฐและชุมชน
3. ระดับสิทธิและเสรีภาพ:
- คุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการและการนำเสนอความจริง: ปกป้องนักวิชาการและนักข่าวพลเมืองที่สะท้อนความเห็นต่าง เพื่อให้สังคมมี “กระจก” ที่สะท้อนความจริงหลายด้าน
- นิยามใหม่ของ “เอกราชทางการพัฒนา”: สนับสนุนให้ชุมชนมีอิสระในการออกแบบหลักสูตรการศึกษาและการจัดการทรัพยากรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต (Functional Autonomy)
4. กลไกเร่งด่วน:
- ให้หน่วยงานรัฐแถลงผลงานผ่านสื่ออย่างโปร่งใส และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของกองทัพในมิติของปฎิบัติการข่าวสาร
หมายเหตุ
เรียบเรียงตามข้อมูลส่วนหนึ่งจากการประชุม ณ โรงเรียนเตรียมศึกษาวิทยา จ.ปัตตานี (22 เมษายน 2569)
https://www.facebook.com/share/p/192fzQmZZ8/?mibextid=wwXIfr
15,208 total views, 2 views today

More Stories
การติดอาวุธปัญญาประดิษฐ์ให้เยาวชน: เกราะคุ้มกันความจริงในสมรภูมิข่าวสารชายแดนใต้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุด
Persatuan Sekolah Swasta Selatan Thailand (SPS) Berganding Tenaga dengan Universiti Utara Malaysia (UUM), Ke-11 Terbaik di ASEAN, bagi Memartabatkan Pendidikan Sekolah Agama Islam Swasta ke Standard Antarabangsa
Southern Private Schools Confederation Association (SPS) Partners with Universiti Utara Malaysia (UUM), Ranked 11th in ASEAN, to Elevate Islamic Private Education to International Standards