อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: พันธนาการของการศึกษาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560
ในเวทีเสวนาวิชาการ “กำหนดอนาคตใหม่ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้นำเสนอประเด็นเรื่อง “การศึกษา” อันเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ถูกวิจารณ์ว่ามีลักษณะของการรวมศูนย์อำนาจและนิยามคำว่า “เรียนฟรี” ที่คับแคบ (เพียงแค่ภาคบังคับ 12 ปี) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความเท่าเทียมในโลกยุคใหม่
การจะก้าวข้ามวิกฤตความเหลื่อมล้ำและคะแนน PISA ที่ตกต่ำ จึงไม่ใช่แค่การแก้กฎหมายลูก แต่คือการวางรากฐานนโยบายการศึกษาใหม่ที่ต้องบรรจุไว้ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อสร้างระบบที่ “ฟรีจริง Quality สูง และกระจายอำนาจ”
5 เสาหลักแห่งนโยบายการศึกษาในอนาคต
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่และทิศทางโลก ข้อเสนอต่อทุกพรรคการเมืองในการปฏิรูปการศึกษาไทยมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้:
1. เรียนฟรีถึงปริญญาตรีแบบ “Inclusive Funding”
เราต้องนิยามคำว่าฟรีใหม่ ไม่ใช่แค่การงดเว้นค่าเทอม แต่ต้องครอบคลุม “ค่าเสียโอกาส” ของกลุ่มเปราะบาง ผ่านการจัดสรรงบประมาณแบบก้าวหน้า (Progressive Funding) โดยโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือมีเด็กด้อยโอกาสสูงต้องได้รับงบประมาณต่อหัวที่มากกว่าปกติ นอกจากนี้ต้องมี ธนาคารหน่วยกิตดิจิทัล (National Credit Bank) ที่ให้เด็กสะสมความรู้จากทั้งในและนอกระบบเพื่อรับวุฒิปริญญาได้ทุกที่ทุกเวลา
2. ปลดล็อกพื้นที่นวัตกรรมและกระจายอำนาจ (Decentralization)
เปลี่ยนโครงสร้างจาก “ส่วนกลางสั่งการ” เป็นการให้อิสระแก่พื้นที่ (School-Based Management) คืนอำนาจให้โรงเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาในการบริหารงบประมาณ ออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับพหุวัฒนธรรมและตลาดงานในท้องถิ่น รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกบุคลากรที่เข้าใจบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง
3. ปฏิรูปหลักสูตรเน้นทักษะ (Competency-Based Education)
การกู้คืนศักยภาพเด็กไทยต้องเปลี่ยนจากการท่องจำมาเป็น Active Learning เน้นการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาจริง (Critical Thinking) โดยต้องผนวกเรื่อง “สุขภาพจิต” (Mental Health) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการเรียนรู้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ให้เด็กในโลกที่ผันผวน
4. ยกระดับครูสู่ “ผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้”
คืนครูให้ห้องเรียนด้วยการใช้ AI และระบบส่วนกลางจัดการงานธุรการที่ซ้ำซ้อน และเปลี่ยนระบบอบรมแบบ “เหมาเข่ง” เป็น “คูปองพัฒนาครู” เพื่อให้ครูสามารถเลือกพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อเด็กในห้องเรียนของตนเองจริงๆ
5. กลไกพลังความร่วมมือ (Multi-Stakeholder Governance)
เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและปราชญ์ชาวบ้านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการศึกษา (Education Sandbox) พร้อมใช้ระบบ Big Data ติดตามเด็กรายบุคคลเพื่อทำภารกิจ “Zero Dropouts” ป้องกันไม่ให้ใครหลุดออกจากระบบการศึกษา
ทำไมต้อง “กระจายอำนาจ” และ “ยืดหยุ่น”?
จากการแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนาของผู้เขียนหลายเวที อีกทั้งผลวิจัย เห็นได้ชัดว่าปัญหาของการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องของ “งบประมาณ” เพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของ “การจัดสรรและการใช้อำนาจ”
รัฐธรรมนูญ 2560 สร้างโครงสร้างที่ทำให้โรงเรียนต้องฟังคำสั่งจากกรุงเทพฯ มากกว่าฟังเสียงของเด็กและชุมชน การนำเสนอแนวทาง Inclusive Funding และ School-Based Management จึงเป็นการทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำที่ต้นตอ เพราะความเหลื่อมล้ำไม่ได้แก้ได้ด้วยการให้ “เท่ากัน” แต่แก้ได้ด้วยการให้ “สิ่งที่เขาขาด” ตามความจำเป็นจริง (Equity over Equality)
เช่นการมีธนาคารหน่วยกิตและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น จะช่วยให้เด็กที่อาจจะต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย หรือเด็กในพื้นที่ขัดแย้ง/ห่างไกล สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพสูงได้โดยไม่มีกำแพงด้านเศรษฐกิจมาขวางกั้น
สรุป: การศึกษาคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในรัฐธรรมนูญใหม่ (หากประชาชนได้ร่าง)
ข้อเสนอนี้มุ่งเน้นไปที่จุดเดียวคือ “การคืนอนาคตให้เด็กไทย” การปฏิรูปการศึกษาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่เป็นเพียงตัวอักษรบนกระดาษ แต่ต้องเป็นนโยบายที่กินได้และปฏิบัติได้จริง
สำหรับพรรคการเมืองหากต้องการนำพาประเทศไปข้างหน้า ต้องกล้าที่จะทลายการรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษา และหันมาสร้างระบบที่โอบรับความหลากหลาย เพราะสุดท้ายแล้ว “ความเหลื่อมล้ำไม่ได้แก้ได้ด้วยเงินอุดหนุนที่เท่ากัน แต่แก้ได้ด้วยการหยิบยื่นโอกาสที่เหมาะสมให้กับเด็กแต่ละคนอย่างทั่วถึง” เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้างพลเมืองที่เท่าเทียมและมีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง
220 total views, 220 views today

More Stories
เลือกตั้ง 69: เมื่อเสียง “เด็กจะนะ” ปะทะนโยบายพรรคใหญ่ ทวงคืนอนาคตผ่านการศึกษา และ SEA ที่ยั่งยืน
บทเรียนมิมบัร จะนะ : 8 กุมภา ภารกิจมุสลิม “เลือกตั้งกับประชามติ” เห็นต่างแต่ไม่แตกแยก ร่วมพัฒนาประเทศ
แลนด์บริดจ์-SEC: เดิมพันเศรษฐกิจหรือบทเรียนซ้ำรอย? เมื่อภาคประชาชนใต้ “สวน” พรรคภูมิใจไทย และเพื่อไทย โค้งสุดท้ายเวทีหาเสียง “เลือกตั้ง 69”