อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
บทนำ: สมรภูมินโยบายบนคาบสมุทรไทย
ภายหลังบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่เข้มข้นจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทิศทางการพัฒนาภาคใต้กลายเป็นประเด็น “ร้อน” ที่ถูกจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อสองพรรคใหญ่ที่มีโอกาสสูงในการจัดตั้งจับมือ(ตามโพล)จัดตั้งรัฐบาลอย่าง พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย ต่างประกาศจุดยืนชัดเจนบนเวทีดีเบตว่าจะเดินหน้าโครงการ “แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร” และผลักดันกฎหมาย “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้” (SEC) อย่างเต็มกำลัง ทว่าในขณะที่ภาคการเมืองกำลังวาดฝันถึงตัวเลขจีดีพีและการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก ภาคประชาชนในนาม “สมัชชาประชาชนภาคใต้” กลับออกมาตั้งคำถามและยื่นข้อเสนอที่สวนทางกับแนวคิดดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
สองขั้วความคิด “ความมั่งคั่ง” เทียบกับ “ความยั่งยืน”
1. ฝ่ายการเมือง: แลนด์บริดจ์คือคำตอบของเศรษฐกิจ
จากเวทีสมัชชาประชาชนภาคใต้ (17 ม.ค. 69) และเวทีดีเบต ม.สงขลานครินทร์ (22 ม.ค. 69) ตัวแทนจากทั้งสองพรรค ไม่ว่าจะเป็น นายศาสตรา ศรีปาน (ภูมิใจไทย) หรือ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ (เพื่อไทย) ต่างย้ำว่าโครงการแลนด์บริดจ์และ SEC คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะฉุดภาคใต้ขึ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยมุ่งเน้นที่
- การสร้างโครงข่ายเชื่อมต่อทะเลอันดามันและอ่าวไทย
- การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษทางกฎหมาย
- การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องและโลจิสติกส์
2. ภาคประชาชน: การพัฒนาที่กินกินไม่ได้และไม่ยั่งยืน
ในทางกลับกัน สมัชชาประชาชนภาคใต้จาก 14 จังหวัด มองว่านโยบายเหล่านี้ “ละเลยศักยภาพที่แท้จริง” ของพื้นที่ โดยชี้ให้เห็นว่าหัวใจของภาคใต้คือ ฐานทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการเกษตรปลอดภัย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่หล่อเลี้ยงคนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ข้อเรียกร้องหลักของประชาชนจึงมุ่งเน้นไปที่
- การปฏิเสธกฎหมายพิเศษ: ต้องไม่มีการกำหนดเขตพิเศษที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนมากกว่าประชาชน
- การปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อม: ยกระดับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ให้เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้จริง
- สิทธิการพัฒนา: ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตัดสินใจตั้งแต่เริ่มโครงการ ไม่ใช่เพียงผู้รับทราบผลกระทบ
อภิปราย: ช่องว่างระหว่างอำนาจรัฐและสิทธิชุมชน
ความขัดแย้งทางความคิดครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการประเทศ 3 ประเด็นหลัก
-
ความเป็นธรรมทางกฎหมาย: การที่ภาคประชาชนคัดค้าน SEC เนื่องจากเกรงว่ากฎหมายพิเศษจะสร้าง “ความลักลั่น” ในการบังคับใช้กฎหมาย ระหว่างผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นกฎระเบียบบางประการ กับชาวบ้านที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียที่ดินและวิถีชีวิตดั้งเดิม
-
เครื่องมือในการตัดสินใจ: ปัญหาที่ผ่านมาคือการทำ EIA/EHIA มักถูกมองว่าเป็นเพียง “ตรายาง” ให้โครงการผ่านไปได้ ภาคประชาชนจึงเสนอให้ใช้ SEA เพื่อดูภาพรวมว่าภาคใต้ “ควร” พัฒนาไปในทิศทางใดก่อนที่จะลงมือสร้างรายโครงการ
-
อำนาจรวมศูนย์ vs กระจายอำนาจ: นโยบายแลนด์บริดจ์ถูกมองว่าเป็นนโยบายแบบ Top-down ที่กำหนดจากส่วนกลาง โดยไม่ได้คำนึงถึงความหลากหลายของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวหากไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจ (Social License) จากคนในพื้นที่
สรุป: จุดตัดที่ต้องเลือก
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนเข้าสภา แต่คือการ “ประชามติทิศทางการพัฒนาภาคใต้” ว่าจะเดินไปสู่เส้นทางอุตสาหกรรมหนักและโลจิสติกส์ตามความคาดหวังของพรรคการเมือง หรือจะรักษาฐานทรัพยากรและสร้างเศรษฐกิจเชิงคุณค่าตามข้อเสนอของภาคประชาชน
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล “สมัชชาประชาชนภาคใต้” ได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนแล้วว่าจะติดตามทวงถามข้อเสนอทั้ง 12 ประเด็นอย่างใกล้ชิด การเดินหน้าแลนด์บริดจ์และ SEC หลังจากนี้จึงไม่อาจทำได้ง่ายเหมือนในอดีต หากรัฐบาลใหม่ยังไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องความสมดุลระหว่าง “ตัวเลขเศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคงของชีวิตประชาชน” ได้อย่างแท้จริง
266 total views, 266 views today

More Stories
เลือกตั้ง 69: เมื่อเสียง “เด็กจะนะ” ปะทะนโยบายพรรคใหญ่ ทวงคืนอนาคตผ่านการศึกษา และ SEA ที่ยั่งยืน
บทเรียนมิมบัร จะนะ : 8 กุมภา ภารกิจมุสลิม “เลือกตั้งกับประชามติ” เห็นต่างแต่ไม่แตกแยก ร่วมพัฒนาประเทศ
เสวนารับไม่รับแก้รัฐธรรมนูญ 60 : สู่การศึกษาที่กินได้ “เรียนฟรีคุณภาพถ้วนหน้า กระจายอำนาจคืนอนาคตให้เด็กไทย”