กันยายน 14, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ปกครองตนเองที่ชายแดนใต้ ไม่เท่ากับแบ่งแยกดินแดน : ท่ามกลางกระแสการแต่งตั้งเลขาธิการ ศอ.บต. และโจทย์ท้าทายอนาคตปาตานี/ชายแดนใต้

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

     สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสข่าวการเตรียมแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) คนใหม่ ที่โยงใยกับบุคคลที่มีบทบาทขับเคลื่อนโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ จนจุดกระแสความห่วงกังวลอย่างกว้างขวางในหมู่ภาคประชาสังคมและเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ปัญหานี้ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความกังวลต่อโครงการพัฒนาเชิงทุน แต่ยังเปิดแผลเรื้อรังเรื่องโครงสร้างอำนาจ การกระจายอำนาจ และนิยามความเข้าใจทางการเมืองที่ถูกบิดเบือนมาอย่างยาวนาน

สถานการณ์ปาตานี/ชายแดนใต้: เมื่อการพัฒนาสวนทางกับเสียงของประชาชน

     ความขัดแย้งระลอกล่าสุดสะท้อนผ่านเวทีเสวนาโต๊ะกลมและมติเอกฉันท์ของเครือข่ายสิทธิชุมชนปาตานี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กรณีการคาดการณ์การเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. ของ ดร.ชนธัญ แสงพุ่ม หรือ “ดร.เจ๋ง” ผู้มีภาพจำจากการผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งเครือข่ายประชาชนมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิม

      ผลโพลสะท้อนความไม่เห็นด้วยอย่างท่วมท้น ตอกย้ำว่าปัญหาของ ศอ.บต. ในสายตาประชาชนไม่ใช่แค่เรื่องบุคคล แต่คือ “โครงสร้างการบริหารที่รวมศูนย์” ที่ผ่านมา ตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. มักถูกมองว่าเป็นเพียง “ทางผ่าน” ของข้าราชการระดับสูงในการรอโยกย้ายกลับส่วนกลาง มากกว่าการปักหลักแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน หน่วยงานที่ควรเป็นกลไกประสานงานเพื่อลดความขัดแย้ง กลับถูกตั้งคำถามว่ากำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้กับกลุ่มทุนผูกขาดและชนชั้นนำข้ามหัวคนในท้องถิ่นหรือไม่

การปกครองตนเอง VS การแบ่งแยกดินแดน: ความเข้าใจที่ต้องรื้อสร้าง

     ล่าสุดความตึงเครียดในพื้นที่ถูกซ้อนทับด้วยข้อเสนอจากขบวนการ BRN ที่สะท้อนผ่านสื่อมาเลเซียเมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 โดยเสนอรูปแบบการปกครองตนเอง (Self-Government) ผ่านระบบแบ่งปันอำนาจ มีผู้บริหารท้องถิ่นและสภาที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงระบบศาลชารีอะห์ โดยย้ำชัดเจนว่า ไม่ใช่การเรียกร้องเอกราช

     ทว่า ในบริบทการเมืองไทย การพูดถึง “การปกครองตนเอง” มักถูกด้อยค่า ถูกป้ายสี หรือถูกเหมาเข่งจากฝ่ายรัฐและกระแสสังคมส่วนกลางว่าเป็นพวกเดียวกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน ทั้งที่ในความเป็นจริง หลักการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลกปลอม หากแต่มีรากฐานทางกฎหมายสูงสุดของประเทศ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งฉบับปี พ.ศ. 2540, 2550 และ 2560 ต่างก็บัญญัติรับรอง “หลักแห่งการปกครองตนเอง” ของท้องถิ่นไว้ชัดเจน

    การปกครองตนเองจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการกระจายอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมตัดสินใจอนาคต ทรัพยากร และการพัฒนาของบ้านเกิดตนเอง การผูกขาดคำนี้ให้กลายเป็นเรื่องความมั่นคงหรือการกบฏ จึงเป็นความเลอะเทอะและปิดกั้นทางออกสันติภาพ ดั่งข้อสังเกตของรองศาสตราจารย์ ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง เป็นนักวิชาการและอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การปกครอง และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมมุสลิมในประเทศไทย

ทะลุ 3 จังหวัดชายแดนใต้: เมื่อการกระจายอำนาจคือโจทย์ใหญ่ทั้งประเทศ

     การพูดถึงการปกครองตนเองหรือการปลดแอกอำนาจจากส่วนกลาง ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์เฉพาะหน้าของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น หากแต่สอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากนักวิชาการอย่าง อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ที่เคยชี้ให้เห็นอย่างแหลมคมว่า

“การยุบราชการส่วนภูมิภาคน่าจะตรงจุดกว่า หากให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง… แต่ก็อย่างว่าแหละ กระทรวงมหาดไทยไม่ยอมปล่อยหรอก!”

     ความเห็นดังกล่าวสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดว่า อุปสรรคใหญ่ของการกระจายอำนาจในประเทศไทยคือ “โครงสร้างราชการส่วนภูมิภาค” ที่ผูกขาดอำนาจ งบประมาณ และการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ผ่านกลไกภูมิภาคที่ซ้ำซ้อนกับท้องถิ่น ซึ่งสอดรับเป็นอย่างดีกับข้อเสนอจากหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ. 68) ที่เพิ่งนำเสนอแผนผ่าโครงสร้างการเมืองแบบ “Quick Big Win” ซึ่งประกอบด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่, การเลือกตั้ง สว. โดยตรง, และข้อเสนอที่มีนัยสำคัญยิ่งคือ “การยุบ อบจ. และกระจายอำนาจลงสู่เทศบาล-อบต.” เพื่อคืนอำนาจการบริหารจัดการให้แก่ชุมชนรากหญ้าอย่างแท้จริง

ทางออกและข้อเสนอเพื่ออนาคตชายแดนใต้

     ดังนั้น เมื่อหันกลับมามองปัญหาชายแดนใต้ การที่เรายังคงจำนนต่อระบบการแต่งตั้งเลขาธิการ ศอ.บต. จากส่วนกลาง หรือปล่อยให้กลไกราชการรวมศูนย์เข้ามาชี้นำการพัฒนาที่ขัดแย้งกับวิถีชีวิตประชาชน ย่อมสวนทางกับกระแสการปฏิรูปโครงสร้างประเทศที่กำลังขับเคลื่อนในระดับมหภาค

แนวทางการคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน จึงควรประกอบด้วย:

     ปฏิรูปที่มาของกลไกบริหารท้องถิ่น: ดังข้อเสนอของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่เคยผลักดันให้มีการ “เลือกตั้งเลขาธิการ ศอ.บต.” เพื่อให้ผู้นำมีความยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง สะท้อนปัญหาได้ตรงจุด และหลุดพ้นจากวังวนการแต่งตั้งข้าราชการจากส่วนกลางที่ไม่เข้าใจบริบทพื้นที่

     เคารพสิทธิชุมชนและหยุดโครงการที่ขาดการมีส่วนร่วม: ศอ.บต. และรัฐบาลต้องทบทวนบทบาทจากการเป็นผู้ผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม มาเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาฐานรากที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่

     เปิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยทางการเมือง: รัฐไทยต้องกล้าเปิดใจหารือต่อข้อเสนอการกระจายอำนาจและการปกครองตนเองในรูปแบบต่างๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยแยกแยะให้ออกระหว่าง “สิทธิในการบริหารจัดการตนเอง” กับ “การแบ่งแยกดินแดน” เพื่อนำไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรมทางการเมืองที่ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้

     อนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่สามารถถูกโอบอุ้มไว้ได้ด้วยอำนาจสั่งการจากส่วนกลางหรือโครงการพัฒนาที่สร้างความขัดแย้งซ้ำซ้อน หากประเทศไทยและพื้นที่ชายแดนใต้ต้องการทางออกที่แท้จริง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามความหวาดระแวง เปิดพื้นที่ให้เกิด การกระจายอำนาจอย่างถอนรากถอนโคน ลดทอนอำนาจส่วนภูมิภาค และสนับสนุนให้การปกครองตนเองเป็นเครื่องมือทางรัฐศาสตร์ที่จะเยียวยาทุกความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

 353 total views,  24 views today