กรกฎาคม 29, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เปิดปมร้อน “เมาะแต”: เมื่อวิถีชีวิตรากเหง้า 200 ปี บนผืนป่าชายแดนใต้ ถูกทับซ้อนด้วยกฎหมายรัฐและเงาอุทยานฯ

แชร์เลย

รายงานพิเศษโดย ผศ.ดร.ชลิดา บัณฑุวงศ์
ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ / ข้อมูลจาก Tanah Kita

     ในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของ “เทือกเขาเมาะแต” ปรากฏเป็นกระแสข่าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้บ่อยครั้ง สำหรับคนนอกพื้นที่แล้ว อาจเป็นยากที่จะจินตนาการถึงสภาพภูมิประเทศ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงปัญหาความเดือดร้อนที่ผู้คนในพื้นที่ต้องเผชิญ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักและเจาะลึกสถานการณ์จริงเบื้องหลังเทือกเขาแห่งนี้กัน

1. ทำความรู้จัก “เทือกเขาเมาะแต” ขุมทรัพย์แห่งชีวิตและวัฒนธรรม

เทือกเขาเมาะแตครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ราว 200,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 8 ตำบล ใน 4 อำเภอ ของจังหวัดนราธิวาส ได้แก่

  • อำเภอศรีสาคร: ตำบลซากอ, ตำบลเชิงคีรี และตำบลศรีบรรพต
  • อำเภอระแงะ: ตำบลเฉลิม, ตำบลกาลิซา และตำบลมะรือโบตก
  • อำเภอรือเสาะ: ตำบลลาโล๊ะ
  • อำเภอจะแนะ: ตำบลดุซงญอ

      ชุมชนบนเทือกเขาเมาะแตแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิม ที่บุกเบิกตั้งถิ่นฐานมานานเกือบ 200 ปี และ ชุมชนขยาย/ชุมชนบุกเบิกใหม่ อายุราว 70–100 ปี ทั้งสองกลุ่มดำรงชีวิตด้วยการทำเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ ผ่านรูปแบบที่เรียกว่า “ระบบเกษตรในเขตป่าเขา” มาอย่างยาวนาน

2. แผลเป็นประวัติศาสตร์: ปมที่ดินทำกินไร้เอกสารสิทธิ

     ประชาชนส่วนใหญ่บนเทือกเขาเมาะแต ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน แม้แต่ใบ สค.1 ก็ไม่มี เนื่องจากในอดีตพื้นที่ดังกล่าวมีความห่างไกลและทุรกันดาร ประกอบกับความห่างเหินและความไม่ไว้วางใจระหว่างชาวบ้านกับรัฐไทย

เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิ ในทางกฎหมายรัฐจึงมองว่าพื้นที่ทั้งหมดคือ “ป่า” หรือที่ดินของรัฐ

3. รอยแผลจากการจัดการของรัฐตลอดครึ่งศตวรรษ

ตลอด 50–60 ปีที่ผ่านมา รัฐใช้อำนาจส่วนกลางบริหารจัดการทรัพยากรโดยมองไม่เห็นตัวตนของประชาชนเจ้าของพื้นที่ ดำเนินการผ่านนโยบายต่าง ๆ เช่น

  • การตั้งนิคมสร้างตนเอง แล้วนำที่ดินไปจัดสรรให้คนนอกพื้นที่
  • การให้สัมปทานทำไม้แก่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ในพื้นที่ป่าโครงการไม้กระยาเลย ป่าฝั่งขวาแม่น้ำสายบุรี (นธ.1)
  • การออกเอกสาร นส.3 ก โดยมิชอบ ให้แก่นายทุน โดยตัดเอาที่ดินทำกินของชาวบ้านไป

4. สถานะปัจจุบัน: เมื่อบ้านเกิดกลายเป็น “ป่าผิดกฎหมาย” และเงาอุทยานฯ

สถานการณ์ของคนในพื้นที่ในปัจจุบันนับว่าวิกฤตอย่างยิ่ง

  • บ้านและที่ทำกินกลายเป็นป่า: ที่ดินทำกิน ที่ตั้งบ้านเรือน (รวมถึงโรงเรียน มัสยิด และตาดีกาบางแห่ง) มีสถานะทางกฎหมายเป็น “ป่า” ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งภาครัฐบังคับใช้อย่างเข้มงวดนับแต่นโยบายทวงคืนผืนป่าในยุค คสช.
  • ทับซ้อนอุทยานฯ: พื้นที่กว่า 38,222.43 ไร่ (ประมาณ 61.16 ตารางกิโลเมตร) ถูกกันเป็นพื้นที่เตรียมการประกาศ อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์: กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติฯ บริหารจัดการทรัพยากรอย่างเบ็ดเสร็จ ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น และเพิกเฉยต่อวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม

5. บทสรุปปัญหา: ความทุกข์ระทมของชาวบ้านเมาะแตในวันนี้

ผลกระทบจากการถูกนิยามว่าเป็นผู้บุกรุกป่า ทำให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวง

  • กลายเป็นผู้กระทำความผิด: ถูกจับกุมดำเนินคดี และเผชิญปัญหาการรีดไถจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้
  • ถูกตัดขาดจากสิทธิพื้นฐาน: ไม่สามารถโค่นต้นยางแก่เพื่อปลูกทดแทนได้ หมดสิทธิ์รับการสนับสนุนจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และไร้เงินชดเชยเยียวยาจากรัฐยามเกิดภัยพิบัติ
  • อุปสรรคการพัฒนาท้องถิ่น: โรงเรียนตาดีกาหลายแห่งจดทะเบียนถูกต้องไม่ได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่สามารถพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานได้ เพราะติดข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484
  • ความคลุมเครือจากนโยบายรัฐ: พื้นที่กำลังจะถูกประกาศเป็น อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป อย่างเร่งด่วน ทว่า กรมอุทยานฯ กลับปิดบังแผนที่ ไม่แสดงแนวเขตที่ชัดเจนให้ชาวบ้านได้พิสูจน์สิทธิ ทำให้พวกเขาต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียที่ดินทำกินบรรพบุรุษไปโดยไม่มีโอกาสได้โต้แย้งใด ๆ

 197 total views,  197 views today

You may have missed