อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
บทนำ
นับเป็นหมุดหมายสำคัญหน้าประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของประเทศไทย เมื่อคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ออกมาแถลงสรุปผลการศึกษาอย่างเป็นทางการว่า โครงการดังกล่าว “มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจที่ต่ำ และมีความเสี่ยงด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงภาระงบประมาณค่อนข้างสูง” จนนำไปสู่การส่งสัญญาณยุติแผนการยักษ์ใหญ่นี้
ชัยชนะในครั้งนี้นับเป็น “ยกที่สอง” อันทรงพลังของเครือข่ายภาคประชาชน นำโดย SEC Watch, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), กรีนพีซ ประเทศไทย และพี่น้องประชาชนจากชุมพร ระนอง และอำเภอพะโต๊ะ ที่พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า การต่อสู้บนฐานข้อมูล วิชาการ และความรู้รอบด้าน สามารถเอาชนะอำนาจรัฐที่มักอ้างความเจริญทางเศรษฐกิจเพื่อเอื้อประโยชน์ทุนใหญ่ได้สำเร็จ
(สำหรับชัยชนะยกที่หนึ่ง “รัฐบาลถอยโปรเจ็กต์ ‘แลนด์บริดจ์’ ถอน พ.ร.บ. SEC ไม่เข้าครม.แล้ว” อ่านเพิ่มเติมใน https://www.isranews.org/article/isranews-news/147686-transport-324.html)
สถานการณ์ปัจจุบัน: จากเสียงคัดค้านสู่ผลการศึกษาที่ต้องจำนน
ความเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนและตัวแทนชาวบ้านได้เดินทางมายื่น 183,501 รายชื่อ ผ่านเว็บไซต์ Stop SEC ต่อคณะกรรมการศึกษาฯ โดยสะท้อนเสียงสะเทือนใจจากพื้นที่จริง ทั้งวิถีประมงพื้นบ้านระนองที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจนับพันล้าน เกษตรกรผู้ปลูกพืชสวนในอำเภอพะโต๊ะที่ต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียพื้นที่ทำกิน ตลอดจนผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินไม่ได้
ในวันเดียวกันนั้น ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาฯ ได้แถลงผลสรุปสอดคล้องกับเสียงของภาคประชาชน โดยระบุว่าจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ผลตอบแทนโครงการพลิกผันจากบวกเป็นลบ ประกอบกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการขาดการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้อง “พับแผน” โครงการแลนด์บริดจ์ และหันมาปัดฝุ่นพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนองเดิมควบคู่กับระบบราง (Missing Link) แทน
การอธิบายและอภิปราย: ชัยชนะของ “ฐานความรู้” เหนือ “ความรู้สึกและอำนาจทุน”
การถอยของรัฐบาลในครั้งนี้ไม่ใช่ความเมตตา แต่คือผลลัพธ์ของการทำงานเชิงรุกของภาคประชาชนที่เปลี่ยนผ่านจากการคัดค้านด้วยความรู้สึก มาเป็นการใช้ “ฐานความรู้และข้อมูลทางวิชาการ” หักล้างชุดข้อมูลลวงตาของภาครัฐ
- การพิสูจน์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: ภาคประชาชนและนักวิชาการร่วมกันชี้ให้เห็นว่า ตัวเลข GDP หรือตัวเลขการเติบโตที่ภาครัฐอ้างถึง เป็นเพียงภาพลวงตาที่ละเลยต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดชุมพรและระนองมีความเติบโตทางเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวสูงอยู่แล้ว (เช่น เศรษฐกิจชุมพรเติบโตถึงร้อยละ 241) การเอาเมกะโปรเจ็กต์มาทำลายฐานทรัพยากรเดิม จึงเป็นการเอา “หม้อข้าวของประเทศ” ไปแลกกับความเสี่ยงทางธุรกิจที่สายเดินเรือระดับโลกไม่ได้ให้ความสนใจ
- การตีแผ่ผลกระทบเชิงระบบนิเวศและสังคม: การถมทะเลกว่า 7,000 ไร่ และการตัดถนน-ทางรถไฟผ่าหุบเขาพะโต๊ะ ไม่เพียงทำลายพื้นที่ป่าและแหล่งน้ำ แต่เป็นการทำลายความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่บรรพบุรุษรักษาไว้ ซึ่งต่อให้เวลาผ่านไปกี่ชั่วโคตรก็ไม่สามารถซื้อคืนมาได้
- การจับตากฎหมายพิเศษ: การพ่วงร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่เปิดช่องให้มีการเวนคืนที่ดินและให้สิทธิประโยชน์ต่างชาตินั้น ขัดแย้งกับหลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างสิ้นเชิง
สรุป
การพับโครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นชัยชนะอันงดงามของภาคประชาสังคมไทย ที่แสดงให้เห็นว่าเสียงของคนตัวเล็ก ๆ หากรวมพลังกันด้วยข้อมูลและความจริงอันหนักแน่น ย่อมสามารถสั่นคลอนนโยบายรัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อทุนนิยมผูกขาดได้ การยุติโครงการนี้สะท้อนว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยความอยากสร้างหรือความเร่งรีบทางการเมืองได้อีกต่อไป แต่ต้องตั้งอยู่บนฐานความคุ้มครองทรัพยากรและสิทธิชุมชนอย่างแท้จริง
ข้อเสนอแนะ: ยังไม่ชนะเด็ดขาด ไว้ใจไม่ได้ ประชาชนยังต้องติดตาม
แม้ในเชิงนโยบายรัฐบาลจะมีมติยุติโครงการแลนด์บริดจ์และเตรียมปรับปรุงท่าเรือระนองตามศักยภาพเดิม แต่สถานการณ์ยังวางใจไม่ได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากยังมีกระบวนการภายในราชการและกลุ่มทุนที่อาจพยายามรื้อฟื้น แปลงโฉม หรือซอยย่อยโครงการในรูปแบบอื่น ข้อเสนอแนะสำคัญจึงมีดังนี้
- ติดตามมติ ครม. อย่างใกล้ชิด: ภาคประชาชนและเครือข่าย SEC Watch ต้องเกาะติดการนำเสนอรายงานสรุปต่อนายกรัฐมนตรีและการรับรองมติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันการพลิกผันลับหลัง
- ผลักดันแผนแม่บทเศรษฐกิจภาคใต้ที่แท้จริง: รัฐบาลต้องเร่งจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ที่ยึดโยงกับวิถีเกษตร ประมง และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยต้องมีสัดส่วนของภาคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอย่างแท้จริง
- เฝ้าระวังการแปลงโฉมโครงการ: ต้องคัดค้านการแอบอ้างพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานย่อยที่จะถูกนำมาเชื่อมโยงหรือปะติดปะต่อกลายเป็นโครงการแลนด์บริดจ์กลายพันธุ์ในอนาคต
170 total views, 4 views today

More Stories
“สันติภาพอยู่ที่ทุกคนและทุกภาคส่วน”
เปิดแผล 7 วันระอุชายแดนใต้: เมื่อ “กระสุน” และ “ข่าวปลอม” ประโคมซ้ำวิกฤต—ถึงเวลาหยุดวงจรอุบาทว์ด้วยความจริงและสิทธิมนุษยชน
รายงานพิเศษ: สะพานบุญไร้พรมแดน ฉือจี้ส่งความห่วงใยโอบอุ้มเยาวชน “ปอเนาะโคกยาง” จะนะ หลังม่านน้ำท่วมใหญ่ 2568