อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ท่ามกลางความพยายามในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพและการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่ดูเหมือนจะเติบโตและทวีความรุนแรงสวนทางกับความสงบเรียบร้อยคือ “สงครามไซเบอร์” (Digital War) ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (Information Operations) ที่มุ่งเป้าโจมตี ใส่ร้ายป้ายสี และตราหน้าประชาชนผู้บริสุทธิ์ นักกิจกรรม สื่อมวลชน และแม้กระทั่งเยาวชนว่าเป็น “แนวร่วม BRN” หรือ “กลุ่มแบ่งแยกดินแดน”
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของสังคมวันนี้คือ หากหน่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความมั่นคงและสร้างความสามัคคีในชาติอย่าง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ไม่สามารถปกป้องประชาชนจากการถูกคุกคามทางออนไลน์ หรือแย่ไปกว่านั้นคือ ถูกชี้เป้าว่าเป็นต้นตอเสียเอง… ความจำเป็นในการดำรงอยู่ของหน่วยงานนี้ยังเหลืออยู่อีกหรือไม่?
1. เสียงสะท้อนจากคนทำงาน: เมื่อเยาวชนบริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ IO
กรณีล่าสุด (17 กรกฎาคม 2569) ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคม คือเสียงสะท้อนจาก “เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา” ศิลปินและนักออกแบบชาวปัตตานี ผู้เลือกกลับคืนสู่บ้านเกิดเพื่อสร้างสรรค์ศิลปะที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยมลายู และเปลี่ยนภาพจำของพื้นที่ความรุนแรงให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านงานสร้างสรรค์อย่าง Pattani Decoded แต่ทีมงานเยาวชนของเขากลับต้องตกเป็นเป้าหมายความเกลียดชังเพียงเพราะมีภาพถ่ายร่วมเฟรมกับนักการเมือง
“เมื่อครู่นี้ พาหลานแท้ๆ ของผมมาแจ้งความ ที่มีเพจใส่ร้ายเด็กๆ เยาวชนทีมงาน Staff ที่กำลังต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในงาน Pattani Decoded… นำรูปถ่ายที่มีการถ่ายรูปด้วยกันในงานเมื่อคืนและมีนักการเมือง (รวมทั้งแยม) ร่วมเฟรมด้วย แล้วโพสต์กล่าวหาว่าบุคคลในรูปเป็นแนวร่วม BRN ซึ่งมีรูปหลานๆ ของผมติดไปด้วย โยงเยาวชนกับการเมืองและความมั่นคง สร้างความเข้าใจผิดในโซเชียลกระทบประวัติต่อเยาวชน… และตำรวจก็รับแจ้งแต่บอกทำอะไรไม่ได้นะ… ได้โปรดผู้มีอำนวยในเรื่องนี้อย่าปล่อยความชั่วมารังแกเยาวชนและคนบริสุทธิ์อีกเลย”
ความอัดอั้นนี้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดว่า กลไกปกติของรัฐไม่สามารถให้ความคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและชื่อเสียงของประชาชนจากการถูกคุกคามทางไซเบอร์ได้เลย

2. ปฏิบัติการที่เป็นระบบ: จากรายงานวิชาการสู่หลักฐานเชิงประจักษ์
การสาดโคลนว่าประชาชนเป็น “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเป็นเพียงความคึกคะนองของเกรียนคีย์บอร์ด แต่มีลักษณะทำกันอย่างเป็นระบบ
ข้อมูลจากการยื่นหนังสือของ เครือข่ายสามพี่น้องการศึกษาอิสลาม ต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ระบุชัดเจนว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) กำลังคุกคามสถาบัน บุคคล นักข่าว นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการสันติภาพ
ที่น่าตกใจคือ มีการตรวจพบว่าเพจที่ดำเนินการใส่ร้ายเหล่านั้น หลายเพจมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง เช่น เพจทางการของ ฉก.นราธิวาส รวมถึงเครือข่ายบัญชีอวตารอีกนับพันบัญชี สอดคล้องกับ
- คำร้องเรียนของ ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่พบการขยายความของเพจ IO ไปไม่ต่ำกว่า 1,000 บัญชี กระจายข่าวปลอม (Fake News) สู่ผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 1 ล้านบัญชี
- รายงานของ Facebook (กุมภาพันธ์ 2564) ที่เคยสั่งลบบัญชี 77 บัญชี, 18 เพจ, 18 กลุ่ม และ 18 บัญชี Instagram ที่พบว่าเป็นปฏิบัติการ IO ที่เชื่อมโยงกับ กอ.รมน.
- งานวิจัยของ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ และ ผศ.ดร.อันวาร์ กอมะ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ชี้ว่าเพจเหล่านี้ เช่น ทันข่าวภาคใต้, เรื่องราวชายแดนใต้, ข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้, ใต้พรมชายแดนใต้, ค้นข่าวชายแดนใต้, เปิดโปงขบวนการ BRN ใช้ “ถ้อยคำอันตราย” (Dangerous Speech) และ Hate Speech ที่จงใจสร้างความเกลียดชังและสามารถนำไปสู่ความรุนแรงในชีวิตจริง
| ตัวอย่างเพจที่ถูกตรวจสอบพฤติกรรม IO | ลักษณะการปฏิบัติการ | ผลกระทบ |
|---|---|---|
| เพจเครือข่ายความมั่นคง / เพจอวตารนิรนาม | ใช้ชุดข้อความเดียวกัน (Dangerous Speech) หมุนเวียนแชร์ในกลุ่มข่าว | ประชาชน/เยาวชนถูกตราหน้าว่าเป็นภัยความมั่นคง |
| เพจทางการของหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ | โพสต์ข้อมูลเชื่อมโยงสร้างความเกลียดชัง โจมตีนักสิทธิฯ และสื่อ | ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจในกระบวนการสันติภาพ |
3. บรรทัดฐานทางกฎหมาย: เมื่อศาลชี้ชัดว่า “รัฐทำ IO จริง”
ข้ออ้างที่ว่าหน่วยงานความมั่นคงไม่มีส่วนรู้เห็นกับปฏิบัติการเหล่านี้เริ่มฟังไม่ขึ้น เมื่อกระบวนการยุติธรรมได้มีคำพิพากษาเป็นที่ประจักษ์ จากกรณีที่ ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้สำนักนายกรัฐมนตรี (ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล กอ.รมน.) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร และ นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ พร้อมสั่งให้ลบโพสต์โจมตีใส่ร้ายภายใน 7 วัน เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่าเป็นปฏิบัติการ IO ของรัฐ
คำพิพากษานี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า ภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้ในภารกิจที่หันกลับมาทำลายประชาชนเสียเอง
4. บทสรุป: ปฏิรูป ปรับปรุง หรือ… ยุบเลิก?
กอ.รมน. ถูกตั้งขึ้นมาภายใต้แนวคิดการบูรณาการเพื่อรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทว่าในยุคปัจจุบัน “ความมั่นคง” ที่แท้จริงคือความปลอดภัยของประชาชน ทั้งในโลกกายภาพและโลกออนไลน์
หาก กอ.รมน. ยังคงปล่อยให้กลไกในสังกัดหรือเครือข่ายอวตารใช้ข้อหา “แบ่งแยกดินแดน” มาเป็นเครื่องมือทำลายล้างผู้เห็นต่าง ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความหวาดกลัวให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่พยายามพัฒนาบ้านเกิด ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า กอ.รมน. กำลังกลายเป็น “ภัยคุกคามความมั่นคง” เสียเอง
หากไม่สามารถปรับปรุงโครงสร้างให้มีความโปร่งใส ไม่สามารถยุติการทำ IO สาดโคลน และไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องประชาชนจากความอยุติธรรมทางไซเบอร์ได้… ข้อเสนอของภาคประชาสังคมและประชาชนในการ “ยุบ กอ.รมน. เพื่อคืนอำนาจและงบประมาณให้แก่หน่วยงานพลเรือนปกติที่ตรวจสอบได้” ย่อมเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและมีความชอบธรรมสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย หรือหากไม่ยุบก็ต้องรีบปฏิรูปด่วน
หมายเหตุอ่านประกอบ
“กอ.รมน. กับ 5 ภารกิจหลัก กางงบฯ พบแนวโน้มลดลง ปี 70 หั่นเหลือ 5.7 พันล้าน”
https://www.thaipbs.or.th/news/content/508019
3,263 total views, 4 views today

More Stories
ลามีน ยามาล: เมื่อ “มารยาทและศรัทธา” คือแชมป์ที่ยิ่งใหญ่กว่าถ้วยรางวัล บทเรียนสำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในการขับเคลื่อนฟุตบอล
ถูกต้องแล้ว ศอ.บต. ตัดสินใจไม่นำภาษีประชาชนไปอุดหนุนการประกอบพิธีฮัจญ์
ทะเลและชายหาดคือห้องเรียนวิทยาศาสตร์: ถอดรหัสการเรียนรู้แบบ Active Learning จาก “ชาวบ้านจะนะ” สู่การปฏิรูปการศึกษาไทย