อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
เมื่อ “ผู้ต้องหา” สวมบท “พนักงานสอบสวน”: ความตลกร้ายในกระบวนการยุติธรรมไทย

ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม หลายครั้งเรากลับพบปรากฏการณ์ที่ชวนให้ตั้งคำถามถึง “ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย”
ไม่ว่าจะเป็นคดีสะเทือนขวัญระดับการเมือง ไปจนถึงการทุจริตเชิงโครงสร้างที่กระทบต่ออนาคตของชาติ สังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตความเชื่อมั่น เมื่อทุกสายตาเริ่มมองเห็นตรงกันว่า “ปลายแถวอาจถูกจัดการ แต่ต้นตอผู้บงการใหญ่กลับลอยนวล”
จากคดีลอบยิง ส.ส. ถึงปมทุจริตสอบท้องถิ่น: เส้นขนานแห่งความไม่โปร่งใส
คดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เป็นเครื่องสะท้อนความซับซ้อนของโครงสร้างผู้กระทำผิดได้เป็นอย่างดี
แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมทีมสังหารได้ครบ 5 คน ซึ่งมีทั้งอดีตทหารและผู้รับงาน แต่สิ่งที่สังคมยังคงกังขาคือ “ใครคือผู้บงการใหญ่” ในเมื่อข้อมูลชี้ชัดถึงการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างรถยนต์ กอ.รมน. และมีการอนุมัติโดยทหารระดับสูง
การที่คดียังไม่สามารถสาวถึงตัวการที่แท้จริงได้ ทำให้ประชาชนอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการยุติธรรมกำลังเผชิญกับ “กำแพงอำนาจ” ที่ไม่อาจทะลวงผ่านไปได้หรือไม่
ในอีกด้านหนึ่ง กรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลับยิ่งตอกย้ำภาพความล้มเหลวที่น่าเศร้าใจ เมื่อปรากฏข้อมูลว่ามีรายชื่อผู้สอบไม่ผ่านจำนวน 5,814 ราย ถูกแทรกเข้าไปในบัญชีผู้ได้รับบรรจุ โดยขัดแย้งกับคะแนนจริงที่เก็บไว้ที่มหาวิทยาลัยและหน่วยงานท้องถิ่น
การกระทำนี้มิใช่เพียงความผิดพลาดทางธุรการ แต่เป็นความผิดสำเร็จทางอาญาที่ยกระดับความฉ้อฉลไปอีกขั้น
เมื่อผู้ถืออำนาจกลายเป็น “คู่ขัดแย้ง”
หัวใจสำคัญของปัญหาในกรณีการสอบท้องถิ่น คือบทบาทของ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ตามกฎหมายแล้ว กสถ. มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดเกณฑ์และการประกาศผลสอบ ดังนั้น เมื่อเกิดความผิดปกติในระดับมหาศาลเช่นนี้ การจะปัดความรับผิดชอบให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรับจ้างจัดสอบเพียงอย่างเดียวจึงฟังไม่ขึ้น
ที่น่าตลกร้ายที่สุดคือกระบวนการตรวจสอบในปัจจุบัน เมื่อมีความพยายามนำบุคคลที่ดำรงตำแหน่งใน กสถ. เข้ามามีบทบาทในกระบวนการสืบสวนเสียเอง สังคมจึงเปรียบเปรยเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ละครเรื่อง เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน”
การตั้งคณะกรรมการชุดเดียวกับผู้ที่อยู่ในข่ายถูกตรวจสอบให้มาพิจารณาความผิดของตนเองนั้น ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของประชาชนที่ว่า “กฎหมายถูกใช้เป็นเกราะป้องกันผู้มีอำนาจ มากกว่าจะเป็นเครื่องมืออำนวยความยุติธรรม”
การเพิกเฉยหรือการตรวจสอบที่ไม่เป็นอิสระต่อความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) และความผิดทางคอมพิวเตอร์ในกรณีนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตราย เพราะมันกำลังส่งสัญญาณว่า หากคุณมีตำแหน่งใหญ่โตพอ คุณสามารถอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรมได้เสมอ
บทสรุป: ความหวังที่ริบหรี่หรือการเริ่มต้นของการปฏิรูป?
ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่เรียกคืนมาได้ด้วยวาทกรรม แต่ต้องพิสูจน์ด้วย “การกระทำ” การสืบสวนที่ล่าช้าหรือการตัดตอนคดีเพียงแค่ตัวผู้ลงมือ โดยปล่อยให้ “ผู้บงการ” ในคดี ส.ส.กมลศักดิ์ ยังคงลอยนวล หรือการที่รัฐบาลเพิกเฉยต่อการตรวจสอบคณะกรรมการ กสถ. อย่างโปร่งใสในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น จะยิ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยเสื่อมถอยลงไปทุกขณะ
เราไม่ต้องการ “ละคร” ที่แสดงโดยผู้มีอำนาจ แต่เราต้องการ “ความจริง” ที่ชัดเจนและเป็นธรรม การตรวจสอบที่ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนและกล้าหาญพอที่จะสาวถึงตัวการใหญ่ คือสิ่งเดียวที่จะหยุดยั้งความตลกร้ายนี้ไม่ให้กัดกินสังคมไทยไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะหากเมื่อใดที่กฎหมายไม่สามารถคุ้มครองสุจริตชนและลงโทษผู้บงการได้จริง เมื่อนั้นย่อมหมายถึงจุดเสื่อมของระบบยุติธรรมที่ไม่อาจแก้ไขได้ง่ายๆ อีกต่อไป

ทางออก: “ขุดรากถอนโคน” ไม่ใช่แค่การตัดตอน
เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นและสร้างความยุติธรรม รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ดังนี้
- จัดตั้งคณะกรรมการอิสระ: ต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นกลาง ปราศจากส่วนได้ส่วนเสียจากคณะกรรมการชุดเดิม (กสถ.) หรือผู้บริหารในกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
- การตรวจสอบเส้นทางการเงิน (Follow the Money): ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งขยายผลการสอบสวนไปยังเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับผู้บงการระดับสูงอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงหยุดแค่ที่กลุ่มนายหน้า
- ปฏิรูป TOR และกระบวนการจัดสอบ: ต้องมีการทบทวนและออกแบบขอบเขตงาน (TOR) ใหม่ ให้มีความโปร่งใส มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่รัดกุม และแบ่งแยกอำนาจการตัดสินใจเพื่อป้องกันการกระจุกตัวของอำนาจ
- รับผิดชอบทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย: ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ผู้สั่งการ ผู้อนุมัติ ไปจนถึงผู้ได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยไม่ละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่สังคม
บทสรุป
การปล่อยให้ละครเรื่องนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการขุดรากถอนโคนตัวการที่แท้จริง จะไม่เพียงแค่ทำให้ประชาชน “ขำไม่ออก” แต่จะกลายเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐไทยที่ว่าทุกคนต้องเสมอภาคภายใต้กฎหมาย
ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องพิสูจน์ว่า “กระบวนการยุติธรรม” นั้นมีไว้เพื่อผดุงความถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อปกป้องใคร สอดคล้องกับทัศนะของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่สะท้อนต่อเรื่องนี้
นอกจากนี้
พลังของภาคประชาชนและโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ถือเป็น “กำแพงกั้นกลาง” ที่สำคัญที่สุดไม่ให้กระบวนการยุติธรรมเบี่ยงเบน
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็ว โซเชียลมีเดียได้กลายเป็น “ศาลประชาสังคม” ที่ทำหน้าที่กดดันใน 3 ระดับหลัก
- การทำลายความลับ (Transparency Pressure): เมื่อสังคมจดจำ “ตัวเลข” เช่น 5,814 รายชื่อ หรือ “มูลค่า” 4,500 ล้านบาท ได้แม่นยำ ทุกความเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ทำให้ผู้มีอำนาจไม่สามารถ “เงียบ” หรือ “จบเรื่องแบบเงียบๆ” ได้ง่ายเหมือนอดีต
- การป้องกันการตัดตอน (Accountability Shield): การที่ภาคประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการช่วยกัน “กาง TOR” หรือ “ชี้เป้าความเชื่อมโยง” ทำให้การทำสำนวนคดีแบบตัดตอนเพื่อรักษาพวกพ้องทำได้ยากขึ้น เพราะทุกสายตาต่างรอคอยการตอบคำถามเรื่อง “ตัวการใหญ่” ไม่ใช่แค่ปลาซิว
- การบันทึกประวัติศาสตร์ (Public Record): โซเชียลมีเดียช่วยให้เรื่องนี้ไม่ถูกลืมตามกาลเวลา เมื่อเกิดการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ประชาชนสามารถย้อนกลับมาดูได้ทันทีว่า “คนนี้เคยมีบทบาทอย่างไร” หรือ “สัญญาที่ให้ไว้ทำได้จริงไหม” ซึ่งเป็นแรงกดดันทางสังคมที่ทรงพลังกว่าการตรวจสอบภายในทั่วไป
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ
พลังนี้จะทรงประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อ “ความโกรธแค้นเปลี่ยนเป็นข้อมูล” กล่าวคือ หากภาคประชาชนยังคงช่วยกันติดตามประเด็นเชิงลึก วิเคราะห์ข้อพิรุธ และสะท้อนข้อมูลออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง จะทำให้หน่วยงานตรวจสอบที่แม้จะถูกครอบงำอยู่ ก็จะตกอยู่ในสภาวะ “จำยอมต้องโปร่งใส” เพราะหากทำไม่สำเร็จ ผลกระทบที่จะได้รับจากสังคมนั้นจะรุนแรงเกินกว่าจะรับไหว
ดังนั้น การรวมพลังเพื่อสร้าง “จดหมายเปิดผนึก” หรือการนำข้อมูลเชิงวิชาการมาตีแผ่ซ้ำๆ โดยเครือข่ายนักวิชาการ/สื่อมวลชน จึงไม่ใช่แค่การเล่าเรื่อง แต่เป็นการทำหน้าที่เป็น “ประภาคาร” ให้กับสังคมในคดีนี้
4,036 total views, 4,036 views today

More Stories
พลังสื่อพลเมือง: ยกระดับวิจารณญาณ ทลายกำแพงความกลัว สู่สันติภาพชายแดนใต้
อิสมาอีล เอลฟาทขอบคุณต่ออัลลอฮ์ที่ประทานโอกาสให้เขาได้ทำหน้าที่ตัดสินในแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของเขา นั่นคือการแข่งขันฟุตบอลโลกในรอบรองชนะเลิศ “ไม่ใช่ขอบคุณอาเจนติน่าชนะ”
นายกฯ สนับสนุน ฮาลาลไทยในเวทีโลก: โอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายเชิงสังคม ในขณะที่ (อปพส.) คัดค้าน ฮาลาล ปัญหา และทางออก