อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกไปอีก 3 เดือน (20 กรกฎาคม – 19 ตุลาคม 2569) นับเป็นการต่ออายุครั้งที่ 85 และกำลังจะเข้าสู่ปีที่ 22 ของการใช้กฎหมายพิเศษที่เปรียบเสมือน “ความปกติใหม่” ในพื้นที่นี้
คำถามที่ไม่มีคำตอบ: ประเมินอย่างไร? ใครเป็นผู้ประเมิน?
หรือว่ามีแต่ไม่มีใครสื่อสาร ว่าใครเป็นผู้ประเมิน และประเมินอย่างไร?
การต่ออายุที่ยาวนานเกือบหนึ่งในสี่ของศตวรรษ ชวนให้ตั้งคำถามถึง “เกณฑ์การประเมิน” บ่อยครั้งที่ภาครัฐอ้างเพียงว่าเพื่อความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ยังคงสับสนกับ “โครงสร้างกฎหมายที่ทับซ้อน” ทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กฎอัยการศึก และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่กว้างขวางจนขาดการตรวจสอบจากภายนอก
กับดัก “รัฐซ้อนรัฐ” และอำนาจที่ไร้การตรวจสอบ
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้วงจรนี้ไม่จบสิ้น คือการเกิดขึ้นของ “รัฐซ้อนรัฐ” ภายในโครงสร้างความมั่นคงไทย หน่วยงานอย่าง กอ.รมน. มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งด้านนโยบาย งบประมาณ และการปฏิบัติการ โดยมีมาตรา 17 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นเกราะคุ้มกันให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย หากเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้เกิดภาวะ “ไม่ต้องรับผิด” (Impunity) ที่ฝังรากลึก
เมื่อ “ความมั่นคง” กลายเป็นเครื่องมือปิดปาก
นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐยังใช้ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เป็นเครื่องมือในการรักษาความปกติของสถานการณ์ไม่ปกติ โดยมีรูปแบบที่น่ากังวล คือ
- การตีตรา (Labeling): ผลักดันผู้ที่รณรงค์ยกเลิกกฎหมายพิเศษหรือเรียกร้องสันติภาพ ให้กลายเป็น “ผู้เห็นต่าง” หรือ “ผู้สนับสนุน BRN”
- สร้างความหวาดกลัว: ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์กลายเป็นเรื่องอันตรายต่อความมั่นคง เพื่อปิดกั้นพื้นที่การสนทนาที่แตกต่าง
- ผูกขาดความรักชาติ: สร้างวาทกรรมว่าใครไม่เห็นด้วยกับกฎหมายพิเศษ คือคนที่ไม่รักความสงบ ทำให้การถกเถียงเชิงนโยบายถูกทำลายลง
ทางออก: สู่หลักนิติรัฐและสันติสุขที่ยั่งยืน
จากการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของนักวิชาการ การจะก้าวข้าม “วงลูป” นี้ได้ จำเป็นต้องมีกลไกที่ชัดเจน ดังนี้
- คืนอำนาจให้ศาลและกลไกตรวจสอบ: ยกเลิกการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายบริหาร และให้องค์กรตุลาการหรือศาลปกครองเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม
- ยุติการบังคับใช้กฎหมายทับซ้อน: ปฏิรูปการใช้กฎหมายพิเศษ ให้คงไว้เพียงเท่าที่จำเป็นและสอดคล้องกับหลักสากล
- การเมืองนำการทหาร: ปรับเปลี่ยนแนวคิดความมั่นคง จาก “ความมั่นคงของรัฐ” ไปสู่ “ความมั่นคงของมนุษย์” โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นแกนหลักในการสืบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) แทนการใช้กฎหมายพิเศษเป็นที่ตั้ง
บทสรุป
การสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้ “ความหวาดกลัว” และการตีตราผู้ที่เห็นต่าง การยกเลิกกฎหมายพิเศษไม่ใช่การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย แต่คือ “การเรียกคืนความเชื่อมั่น (Trust)” ระหว่างรัฐและประชาชน เพื่อให้ทุกคนได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรมและตรวจสอบได้ ไม่ใช่ภายใต้อำนาจพิเศษที่ไม่มีวันสิ้นสุด
หมายเหตุ อ่านเพิ่มเติม
1. “การบังคับใช้กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้: กรณีศึกษาพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548”
https://old.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_dl_link.php?nid=67169&filename=index
2. บันทึกถอดบทเรียนการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ จากมินดาเนาสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
https://crcfthailand.org/2021/01/23/15476/
170 total views, 170 views today

More Stories
พลังสื่อพลเมือง: ยกระดับวิจารณญาณ ทลายกำแพงความกลัว สู่สันติภาพชายแดนใต้
จากคดียิง ส.ส.กมลศักดิ์ ถึงสอบท้องถิ่น : ชาวบ้านและทุกภาคส่วนเชื่อไปแล้วว่าไม่ถึงตัวผู้บ่งการใหญ่หรอก?
อิสมาอีล เอลฟาทขอบคุณต่ออัลลอฮ์ที่ประทานโอกาสให้เขาได้ทำหน้าที่ตัดสินในแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของเขา นั่นคือการแข่งขันฟุตบอลโลกในรอบรองชนะเลิศ “ไม่ใช่ขอบคุณอาเจนติน่าชนะ”