กรกฎาคม 16, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

พื้นที่ปลอดภัยกับการถกเถียง: ทลาย 10 มายาคติ เพื่อสันติสุขที่ยั่งยืนในชายแดนใต้

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน


บทนำ

      ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดำเนินมายาวนาน ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความรุนแรงทางกายภาพ แต่ยังฝังรากลึกอยู่ใน “สงครามความเชื่อ” และ “มายาคติ” ที่ขวางกั้นความเข้าใจระหว่างรัฐและประชาชน

      การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” (Safety Zone) จึงไม่ใช่แค่การลดการปะทะด้วยอาวุธ แต่หมายรวมถึงการสร้างพื้นที่ทางปัญญาที่เปิดกว้างให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อทำลายกำแพงอคติที่ถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาและไม่เจตนา


นิยามและแนวคิด: พื้นที่ปลอดภัยและมายาคติ

  • พื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone/Space): ในมิติของงานสันติวิธี ไม่ได้หมายถึงเพียงเขตปลอดการสู้รบ แต่หมายถึงพื้นที่ทางสังคมที่ทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความต่าง และแสวงหาความร่วมมือได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการถูกคุกคามหรือตีตรา
  • มายาคติ (Myth): คือชุดความเชื่อหรือความเข้าใจผิดที่ถูกทำให้กลายเป็นความจริงในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน ซึ่งในบริบทชายแดนใต้ มายาคติเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือ” ในการสร้างความแตกแยกและบิดเบือนข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ทางอำนาจ

ถอดรหัส 10 มายาคติ: กับดักความเข้าใจผิดในพื้นที่

ดนัย มู่สา อดีตรองเลขาธิการ สมช. ได้สรุป 10 มายาคติที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อสันติภาพ ได้แก่

  1. มายาคติทางนโยบาย: มองว่าการแก้ปัญหาด้วยการทหารและการพูดคุยจะครอบคลุมทุกมิติ
  2. มายาคติคนในพื้นที่: มองว่ามุสลิมไม่ใช่คนไทย หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง
  3. มายาคติต่อภาษามลายู: ตีตราว่าเป็นภาษาของผู้ก่อการร้าย
  4. มายาคติทางการบริหาร: เชื่อในเอกภาพแบบเดียว (Uniformity) ปฏิเสธความหลากหลาย
  5. มายาคติทางประวัติศาสตร์: ความขัดแย้งเรื่องอดีตและการรุกราน
  6. มายาคติจากฝ่ายรัฐ: มองว่าฝ่ายตรงข้ามคือผู้กระทำความผิดทั้งหมด
  7. มายาคติจากฝ่ายต่อต้านรัฐ: มองว่ารัฐคือผู้กดขี่เพียงฝ่ายเดียว
  8. มายาคติต่อชาติพันธุ์: การผูกโยงเชื้อชาติเข้ากับศาสนาอย่างตายตัว
  9. มายาคติต่อปัญหาชายแดนใต้: นำไปเปรียบเทียบกับปัญหาในโลกมุสลิมอื่นแบบผิวเผิน
  10. มายาคติต่อสถาบันการศึกษา (ปอเนาะ/ตาดีกา): มองว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะการก่อการร้าย

สถานการณ์ปัจจุบัน: สงครามข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติการ IO

        ความน่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือการใช้ ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) เพื่อผลิตซ้ำมายาคติเหล่านี้ ดังเช่นกรณีล่าสุดที่เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ปอเนาะ และตาดีกา ถูกโจมตีอย่างหนักผ่านโซเชียลมีเดีย หลังจากเรียกร้องให้ตรวจสอบการพาดพิงสถาบันการศึกษาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

        หลักฐานชี้ให้เห็นว่ามีการใช้บัญชีนิรนามและเพจที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ (Fake News) และสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ซึ่งขยายผลไปสู่ผู้ติดตามกว่า 1 ล้านบัญชี

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังเป็นการทำลาย “พื้นที่ปลอดภัย” และกระบวนการสันติภาพอย่างรุนแรง


ทางออก: สู่สันติสุขที่พึงปรารถนา

จากการเสวนา ณ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี โดยสถาบันพระปกเกล้า ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อทางออกของปัญหา ดังนี้

  • การทลายมายาคติ: เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนต้องเปิดใจและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านการสื่อสารที่โปร่งใส ลดการใช้ Hate Speech ที่บ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม
  • ฉันทามติร่วมกัน: การเปลี่ยนผ่านจาก “การเผชิญหน้า” สู่ “การหาจุดสมดุล” ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าความหลากหลายคือความเข้มแข็ง และแสวงหาพื้นที่ตรงกลางที่ยอมรับได้ร่วมกัน
  • ความจริงใจและต่อเนื่อง: สันติสุขจะไม่เกิดขึ้นหากขาดความจริงใจ การแก้ปัญหาต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการจัดเวทีเสวนาแล้วจบไป แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่มีรูปธรรม โดยเฉพาะการยุติปฏิบัติการ IO ที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ

บทสรุปของผู้เขียน

      ในมุมมองของผู้เขียน การเผชิญหน้ากับมายาคติและ IO คือบททดสอบสำคัญของสังคมไทยและชายแดนใต้

       หากเราต้องการให้ชายแดนใต้เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง รัฐต้องเป็นผู้นำในการสร้างความเชื่อมั่นด้วยความโปร่งใส ขณะที่ภาคประชาสังคมและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ต้องทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียงแห่งความจริง” เพื่อเปิดเผยและโต้แย้งข้อมูลที่บิดเบือน

       ความเข้าใจอันดีที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต


หมายเหตุ: อ่านรายงานและบทความก่อนนี้ประกอบ

1. เรียนรู้ 10 มายาคติชายแดนใต้ ปฏิบัติการ IO หลอนสังคม โจมตีศาสนา นักข่าว นักการเมือง นักกิจกรรม

https://prachatai.com/journal/2026/04/117205

2. เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เครือข่ายสามพี่น้องการศึกษาอิสลามได้ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หนึ่งข้อเรียกร้องก็คือ ตรวจสอบการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ที่เป็นการคุกคามสถาบันและบุคคล อีกทั้งยังพบว่ามีการปฏิบัติการเช่นเดียวกันกับประชาชน นักข่าว นักกิจกรรม และภาคประชาสังคม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ส่งผลกระทบกับกระบวนการสันติภาพ

ทั้งนี้ หลังจากการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พบว่ายังมีการโจมตีใส่ร้ายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากเพจทางการของ ฉก.นราธิวาส ดังหลักฐานในลิงก์

https://www.facebook.com/share/v/1JJRUtTLg8/?mibextid=wwXIfr

       สอดคล้องกับหนังสือร้องเรียนของฐปนีย์ เอียดศรีไชย ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งขยายผลไปไม่ต่ำกว่า 1,000 บัญชี ซึ่งนอกจากข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงแล้ว ยังมีการเชื่อมโยง ยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังที่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

       จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เพจที่ดำเนินการใส่ร้ายอยู่นั้น มีชื่อเพจและการกระทำในลักษณะเดียวกับเพจที่ทาง Facebook ได้ทำรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ระบุว่าได้ลบบัญชี 77 บัญชี 18 กลุ่มข่าว และ 18 กลุ่มใน Instagram ที่พบว่าเป็นปฏิบัติการ IO ที่เชื่อมโยงกับ กอ.รมน.

       สอดคล้องกับรายงานการศึกษาของ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ และ ผศ.ดร.อันวาร์ กอมะ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งศึกษาการสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ระหว่างปี 2563–2564 พบว่ามีบัญชีที่มีพฤติกรรมลักษณะเดียวกันกว่า 1,000 บัญชี

        สำหรับกรณีของดิฉัน เมื่อตรวจสอบตัวอย่างเพจที่ใช้ข้อความโจมตีใส่ร้าย จำนวน 10 บัญชีที่ได้ยื่นแจ้งความไปนั้น มีลักษณะการตั้งชื่อและใช้ชุดข้อความเดียวกับเพจที่ Facebook ได้ลบบัญชีไปแล้วเมื่อปี 2564 เช่น

  • ทันข่าวภาคใต้
  • เรื่องราวชายแดนใต้
  • ข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้
  • ใต้พรมชายแดนใต้
  • ค้นข่าวชายแดนใต้
  • เปิดโปงขบวนการ BRN

       และตรงกับการตรวจสอบล่าสุดที่มีไม่ต่ำกว่า 30 เพจ เคลื่อนไหวในลักษณะใส่ร้ายโจมตีสร้างความเกลียดชัง เมื่อรวมจำนวนผู้ติดตามและการแชร์ข่าวที่เป็น Fake News แล้ว พบว่ามีการกระจายข้อมูลไปไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบัญชี

       รายงานการวิจัยยังพบอีกว่า ชุดคำที่ถูกนำมาใช้เป็น Dangerous Speech ซึ่งสามารถนำไปสู่ความรุนแรงได้ และพบว่าปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชน นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงถูกส่งต่อออกไปภายนอกพื้นที่

       สิ่งนี้ไม่เพียงกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชน แต่ยังกระทบต่อสิทธิมนุษยชนที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และส่งผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กำลังเข้าสู่ Digital War

3. ศาลสั่งสำนักนายกฯ ชดใช้เงิน “อังคณา-อัญชนา” และสั่งลบโพสต์โจมตีใน 7 วัน เนื่องจากรัฐ IO

สามารถติดตามต่อได้ที่

https://www.dailynews.co.th/news/5937160/

 1,454 total views,  1,454 views today