“ประเทศที่น่ากลัว ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีทรัพยากร แต่คือประเทศที่ใช้งบประมาณด้านการศึกษามหาศาล โดยที่เด็กยังเรียนจบแล้วทำงานไม่ได้ คิดไม่เป็น และแข่งขันกับโลกไม่ได้”
ประเทศไทยกำลังเผชิญความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวดที่สุดเรื่องหนึ่ง
เราพูดถึง “การปฏิรูปการศึกษา” มานานกว่า 30 ปี
แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม
- เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยลง
- คิดวิเคราะห์น้อยลง
- ครูสอนน้อยลง
- แต่เอกสารมากขึ้น
ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ… กลับผลิตนโยบายใหม่แทบทุกปี จนหลายครั้งครูต้องเสียเวลาทำความเข้าใจนโยบาย มากกว่าทำความเข้าใจเด็ก นี่ไม่ใช่วิกฤตของ “นักเรียน” แต่เป็นวิกฤตของ คนออกแบบระบบ
เราไม่ได้แพ้เพราะเด็กไทยโง่
แต่แพ้เพราะระบบไม่เคยออกแบบมาให้เด็กเก่ง
ผลการประเมิน PISA 2022 ของ OECD สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด
- นักเรียนไทยมีคะแนนคณิตศาสตร์เฉลี่ย 394 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 472 คะแนน
- การอ่าน 379 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ย 476 คะแนน
- วิทยาศาสตร์ 409 คะแนน เทียบกับ 485 คะแนน
ประเทศไทยอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทุกด้าน และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
คำถามคือ…
เด็กไทยฉลาดน้อยลงจริงหรือ หรือระบบต่างหากที่กำลังทำให้เด็กฉลาดน้อยลง
ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนหลักสูตร
แต่เริ่มจากการเปลี่ยน “คน” ฟินแลนด์ ไม่มีการสอบแข่งขันตั้งแต่เด็ก แต่คัดเลือกครูเข้มที่สุดในประเทศ มีเพียงประมาณ 10% ของผู้สมัครเท่านั้นที่ได้เรียนครูครูทุกคนจบระดับปริญญาโท ได้รับอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ ไม่มีการตรวจเอกสารทุกสัปดาห์ ไม่มีการทำรายงานเพื่อเอาใจผู้บังคับบัญชา
เพราะรัฐบาลเชื่อว่า
“ถ้าเลือกครูดี ก็ไม่จำเป็นต้องควบคุมครูทุกวัน”
ตรงกันข้าม ประเทศไทยกลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตรวจแฟ้ม ตรวจเอกสาร ,ตรวจตัวชี้วัด จนหลายโรงเรียนแทบไม่มีเวลา “ตรวจเด็ก”
สิงคโปร์ไม่เคยถามว่า “เด็กจำได้กี่หน้า”
แต่ถามว่า
“เด็กจะแก้ปัญหาโลกได้อย่างไร”
อดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการสิงคโปร์กล่าวประโยคที่โด่งดังไปทั่วโลก
Teach Less, Learn More
สอนให้น้อยลง แต่เรียนรู้ให้มากขึ้น
ประเทศไทยกลับเดินสวนทาง หลักสูตรหนาขึ้นทุกครั้ง หนังสือเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เวลาให้เด็กคิดเองกลับน้อยลงเรื่อย ๆ เด็กไทยจึงเก่งสอบ แต่ไม่เก่งสร้าง
ครูไทยไม่ได้หมดไฟ
แต่ระบบต่างหากที่กำลังเผาครู รายงานของ UNESCO Global Education Monitoring Report ระบุว่า ประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูง ครูจะใช้เวลากับการสอนมากกว่า 70–80% ส่วนงานธุรการมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ
ขณะที่ประเทศไทย
งานวิจัยของ TDRI และข้อเสนอจากหลายองค์กรวิชาชีพครูสะท้อนตรงกันว่า ครูจำนวนมากต้องใช้เวลาจำนวนมากกับงานธุรการ การประเมิน และเอกสาร ส่งผลให้เวลาที่ใช้ในการออกแบบการเรียนรู้และดูแลนักเรียนลดลง
ประเทศที่ให้ครูเป็น “นักสอน” เด็กมักเรียนดี ประเทศที่ให้ครูเป็น “เสมียน” เด็กมักเรียนแย่
เราเถียงกันผิดเรื่องมาตลอด
สังคมไทยถกเถียงว่า
ควรเป็น
- เด็กเป็นศูนย์กลาง
หรือ
- ครูเป็นศูนย์กลาง
คำถามนี้ผิดตั้งแต่ต้น เพราะประเทศที่การศึกษาดีที่สุดในโลก ไม่มีใครใช้คำสองคำนี้ เขาใช้คำว่า
Learning-centered
คือ
การเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง
ครูจึงเป็นทั้ง
- ผู้นำ
- โค้ช
- พี่เลี้ยง
- และแบบอย่าง
เด็กก็เป็นทั้ง
- ผู้เรียน
- ผู้คิด
- ผู้ทดลอง
- และผู้รับผิดชอบตนเอง
ประเทศไทยไม่ได้ขาดงบประมาณ
แต่ขาด “วิสัยทัศน์” ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาปีละหลายแสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 15–20% ของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี ถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนการลงทุน เพราะงบประมาณจำนวนมาก ไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้าง “คุณภาพ” แต่ใช้เพื่อรักษา “โครงสร้าง” เราสร้างอาคารใหม่ แต่ไม่สร้างครูรุ่นใหม่ เราซื้อคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ลงทุนกับการพัฒนาครูให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ เราปฏิรูปหลักสูตร แต่ไม่เคยปฏิรูประบบบริหาร
ทางออกไม่ใช่ลอกฟินแลนด์
และไม่ใช่ย้อนกลับไปหาไม้เรียว การศึกษาไทยต้องหยุดคิดแบบสุดโต่ง ระหว่าง พระเดช กับ พระคุณ ครูต้องมี Authority แต่ไม่ใช่ Authoritarian มีอำนาจจากความรู้ ไม่ใช่อำนาจจากความกลัว เด็กต้องมีเสรีภาพ แต่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ โรงเรียนต้องเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่โรงงานผลิตคะแนนสอบ และครอบครัวต้องกลับมาเป็นหุ้นส่วนของโรงเรียน ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคบริการการศึกษา
ถึงเวลาหยุดปฏิรูปกระดาษ แล้วเริ่มปฏิรูปคน
สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ไม่ใช่การเปลี่ยนหลักสูตรอีกครั้ง
แต่คือการปฏิรูปทั้งระบบใน 5 ด้าน
- ยกระดับคุณภาพครู ด้วยการคัดเลือกที่เข้มข้น พัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง และลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน
- กระจายอำนาจสู่โรงเรียน ให้สถานศึกษามีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ตามบริบทของชุมชน
- สร้างระบบประเมินผลที่วัดสมรรถนะจริง เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน มากกว่าการท่องจำ
- เชื่อมโยงโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ให้การเรียนรู้เกิดขึ้นทั้งในและนอกห้องเรียน
- วางนโยบายการศึกษาระยะยาว ที่ต่อเนื่องข้ามรัฐบาล โดยมีเป้าหมายร่วมของชาติ ไม่ใช่เปลี่ยนตามรัฐมนตรี
บทสรุป
ความล้มเหลวของการศึกษาไทย ไม่ได้เกิดจากเด็ก ไม่ได้เกิดจากครูเพียงฝ่ายเดียว และไม่ใช่เพราะเรานำแนวคิดจากต่างประเทศมาใช้
แต่เกิดจากการที่เรา ลอก “รูปแบบ” โดยไม่เข้าใจ “หลักคิด” และเปลี่ยนนโยบายตามกระแส มากกว่าสร้างระบบที่มั่นคงบนฐานวัฒนธรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์
ประเทศที่เจริญไม่ใช่ประเทศที่มีหลักสูตรดีที่สุด แต่คือประเทศที่มี ครูที่ได้รับความไว้วางใจ เด็กที่รักการเรียนรู้ และรัฐบาลที่มองการศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายประจำปี
เมื่อวันนั้นมาถึง การศึกษาไทยจะไม่ใช่เครื่องผลิตใบปริญญา แต่จะเป็นเครื่องสร้าง “คน” ที่มีทั้งปัญญา คุณธรรม และศักยภาพในการแข่งขันกับโลกได้อย่างแท้จริง
✍️ อาจารย์อำนาจ (อับดุลอาซีซ) มะหะหมัด
ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)
#มูลนิธิสร้างชีวิตใหม่ #AnakMelayu #สถานพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กฮานีน #สถาบันฮานีน #สถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา #ฮานีนรับเด็กใหม่ #สถาบันองค์ความรู้เวลเนส (#WKI) #สิ่งดีๆเกิดขึ้นที่ฮานีน #ฮานีน #GrandHalalBangkok2026
394 total views, 394 views today

More Stories
การต่อสู้รอบใหม่ของชาวบ้านจะนะ: ขอแค่ทำตามสัญญา SEA สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสงขลา-ปัตตานี
จากสายธารแห่งศรัทธาสู่การขับเคลื่อนสันติภาพ: เปิดตำนาน 30 ปี “มูลนิธิกอรีมูร๊อตตัลฯ”
การทูตผ่านโองการอัลกุรอาน: วาทกรรมในพิธีกรรม