กรกฎาคม 8, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

การศึกษาไทย: เมื่อเราปฏิรูปหลักสูตรทุกสิบปี แต่ไม่เคยปฏิรูป “คน” ที่กำหนดอนาคตประเทศ

แชร์เลย

“ประเทศที่น่ากลัว ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีทรัพยากร แต่คือประเทศที่ใช้งบประมาณด้านการศึกษามหาศาล โดยที่เด็กยังเรียนจบแล้วทำงานไม่ได้ คิดไม่เป็น และแข่งขันกับโลกไม่ได้”

ประเทศไทยกำลังเผชิญความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวดที่สุดเรื่องหนึ่ง

เราพูดถึง “การปฏิรูปการศึกษา” มานานกว่า 30 ปี

แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม

  • เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยลง
  • คิดวิเคราะห์น้อยลง
  • ครูสอนน้อยลง
  • แต่เอกสารมากขึ้น

       ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ… กลับผลิตนโยบายใหม่แทบทุกปี จนหลายครั้งครูต้องเสียเวลาทำความเข้าใจนโยบาย มากกว่าทำความเข้าใจเด็ก นี่ไม่ใช่วิกฤตของ “นักเรียน” แต่เป็นวิกฤตของ คนออกแบบระบบ


เราไม่ได้แพ้เพราะเด็กไทยโง่

แต่แพ้เพราะระบบไม่เคยออกแบบมาให้เด็กเก่ง

ผลการประเมิน PISA 2022 ของ OECD สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด

  • นักเรียนไทยมีคะแนนคณิตศาสตร์เฉลี่ย 394 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 472 คะแนน
  • การอ่าน 379 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ย 476 คะแนน
  • วิทยาศาสตร์ 409 คะแนน เทียบกับ 485 คะแนน

ประเทศไทยอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทุกด้าน และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

คำถามคือ…

เด็กไทยฉลาดน้อยลงจริงหรือ หรือระบบต่างหากที่กำลังทำให้เด็กฉลาดน้อยลง


ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนหลักสูตร

      แต่เริ่มจากการเปลี่ยน “คน” ฟินแลนด์ ไม่มีการสอบแข่งขันตั้งแต่เด็ก แต่คัดเลือกครูเข้มที่สุดในประเทศ มีเพียงประมาณ 10% ของผู้สมัครเท่านั้นที่ได้เรียนครูครูทุกคนจบระดับปริญญาโท ได้รับอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ ไม่มีการตรวจเอกสารทุกสัปดาห์ ไม่มีการทำรายงานเพื่อเอาใจผู้บังคับบัญชา

เพราะรัฐบาลเชื่อว่า

“ถ้าเลือกครูดี ก็ไม่จำเป็นต้องควบคุมครูทุกวัน”

ตรงกันข้าม ประเทศไทยกลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตรวจแฟ้ม ตรวจเอกสาร ,ตรวจตัวชี้วัด จนหลายโรงเรียนแทบไม่มีเวลา “ตรวจเด็ก”


สิงคโปร์ไม่เคยถามว่า “เด็กจำได้กี่หน้า”

แต่ถามว่า

“เด็กจะแก้ปัญหาโลกได้อย่างไร”

อดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการสิงคโปร์กล่าวประโยคที่โด่งดังไปทั่วโลก

Teach Less, Learn More

สอนให้น้อยลง แต่เรียนรู้ให้มากขึ้น

ประเทศไทยกลับเดินสวนทาง หลักสูตรหนาขึ้นทุกครั้ง หนังสือเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เวลาให้เด็กคิดเองกลับน้อยลงเรื่อย ๆ เด็กไทยจึงเก่งสอบ แต่ไม่เก่งสร้าง


ครูไทยไม่ได้หมดไฟ

       แต่ระบบต่างหากที่กำลังเผาครู รายงานของ UNESCO Global Education Monitoring Report ระบุว่า ประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูง ครูจะใช้เวลากับการสอนมากกว่า 70–80% ส่วนงานธุรการมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

ขณะที่ประเทศไทย

       งานวิจัยของ TDRI และข้อเสนอจากหลายองค์กรวิชาชีพครูสะท้อนตรงกันว่า ครูจำนวนมากต้องใช้เวลาจำนวนมากกับงานธุรการ การประเมิน และเอกสาร ส่งผลให้เวลาที่ใช้ในการออกแบบการเรียนรู้และดูแลนักเรียนลดลง

ประเทศที่ให้ครูเป็น “นักสอน” เด็กมักเรียนดี ประเทศที่ให้ครูเป็น “เสมียน” เด็กมักเรียนแย่


เราเถียงกันผิดเรื่องมาตลอด

สังคมไทยถกเถียงว่า

ควรเป็น

  • เด็กเป็นศูนย์กลาง

หรือ

  • ครูเป็นศูนย์กลาง

คำถามนี้ผิดตั้งแต่ต้น เพราะประเทศที่การศึกษาดีที่สุดในโลก ไม่มีใครใช้คำสองคำนี้ เขาใช้คำว่า

Learning-centered

คือ

การเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง

ครูจึงเป็นทั้ง

  • ผู้นำ
  • โค้ช
  • พี่เลี้ยง
  • และแบบอย่าง

เด็กก็เป็นทั้ง

  • ผู้เรียน
  • ผู้คิด
  • ผู้ทดลอง
  • และผู้รับผิดชอบตนเอง

ประเทศไทยไม่ได้ขาดงบประมาณ

       แต่ขาด “วิสัยทัศน์” ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาปีละหลายแสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 15–20% ของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี ถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนการลงทุน เพราะงบประมาณจำนวนมาก ไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้าง “คุณภาพ” แต่ใช้เพื่อรักษา “โครงสร้าง” เราสร้างอาคารใหม่ แต่ไม่สร้างครูรุ่นใหม่ เราซื้อคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ลงทุนกับการพัฒนาครูให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ เราปฏิรูปหลักสูตร แต่ไม่เคยปฏิรูประบบบริหาร


ทางออกไม่ใช่ลอกฟินแลนด์

       และไม่ใช่ย้อนกลับไปหาไม้เรียว การศึกษาไทยต้องหยุดคิดแบบสุดโต่ง ระหว่าง พระเดช กับ พระคุณ ครูต้องมี Authority แต่ไม่ใช่ Authoritarian มีอำนาจจากความรู้ ไม่ใช่อำนาจจากความกลัว เด็กต้องมีเสรีภาพ แต่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ โรงเรียนต้องเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่โรงงานผลิตคะแนนสอบ และครอบครัวต้องกลับมาเป็นหุ้นส่วนของโรงเรียน ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคบริการการศึกษา


ถึงเวลาหยุดปฏิรูปกระดาษ แล้วเริ่มปฏิรูปคน

สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ไม่ใช่การเปลี่ยนหลักสูตรอีกครั้ง

แต่คือการปฏิรูปทั้งระบบใน 5 ด้าน

  1. ยกระดับคุณภาพครู ด้วยการคัดเลือกที่เข้มข้น พัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง และลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน
  2. กระจายอำนาจสู่โรงเรียน ให้สถานศึกษามีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ตามบริบทของชุมชน
  3. สร้างระบบประเมินผลที่วัดสมรรถนะจริง เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน มากกว่าการท่องจำ
  4. เชื่อมโยงโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ให้การเรียนรู้เกิดขึ้นทั้งในและนอกห้องเรียน
  5. วางนโยบายการศึกษาระยะยาว ที่ต่อเนื่องข้ามรัฐบาล โดยมีเป้าหมายร่วมของชาติ ไม่ใช่เปลี่ยนตามรัฐมนตรี

บทสรุป

     ความล้มเหลวของการศึกษาไทย ไม่ได้เกิดจากเด็ก ไม่ได้เกิดจากครูเพียงฝ่ายเดียว และไม่ใช่เพราะเรานำแนวคิดจากต่างประเทศมาใช้

     แต่เกิดจากการที่เรา ลอก “รูปแบบ” โดยไม่เข้าใจ “หลักคิด” และเปลี่ยนนโยบายตามกระแส มากกว่าสร้างระบบที่มั่นคงบนฐานวัฒนธรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์

     ประเทศที่เจริญไม่ใช่ประเทศที่มีหลักสูตรดีที่สุด แต่คือประเทศที่มี ครูที่ได้รับความไว้วางใจ เด็กที่รักการเรียนรู้ และรัฐบาลที่มองการศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายประจำปี

      เมื่อวันนั้นมาถึง การศึกษาไทยจะไม่ใช่เครื่องผลิตใบปริญญา แต่จะเป็นเครื่องสร้าง “คน” ที่มีทั้งปัญญา คุณธรรม และศักยภาพในการแข่งขันกับโลกได้อย่างแท้จริง


✍️ อาจารย์อำนาจ (อับดุลอาซีซ) มะหะหมัด

ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

#มูลนิธิสร้างชีวิตใหม่ #AnakMelayu #สถานพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กฮานีน #สถาบันฮานีน #สถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา #ฮานีนรับเด็กใหม่ #สถาบันองค์ความรู้เวลเนส (#WKI) #สิ่งดีๆเกิดขึ้นที่ฮานีน #ฮานีน #GrandHalalBangkok2026

 394 total views,  394 views today

You may have missed