กรกฎาคม 6, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ถอดบทเรียน: ออสเตรเลียกับการจัดการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรม

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บิน ชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

Shukur2003@yahoo.co.uk

http://www.oknation.net/blog/shukur

      สำนักข่าวอะลามี่: “มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัล ลอฮฺ (สุบหานะฮูวะตะอาลา) ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความจำเริญและสันติจงประสบแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน”

      ผู้เขียนในนามผู้บริหารโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ ได้มีโอกาสศึกษาดูงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๑๐–๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ เพื่อศึกษาแนวคิดการจัดการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศออสเตรเลีย ในองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน ซึ่งสามารถสรุปประเด็นได้ดังนี้

๑. ทำไมออสเตรเลียให้ความสำคัญกับแนวคิดพหุสังคม

       กระทรวงการศึกษาและชุมชน (Department of Education and Community) ได้ให้ข้อมูลว่า ออสเตรเลียเป็นสังคมประชาธิปไตย เป็นการผสมผสานของประชาธิปไตยเสรีนิยมของสหราชอาณาจักรและอเมริกาเหนือ แต่ยังคงลักษณะเฉพาะตัวในแบบของออสเตรเลีย มีประชากรกว่า 20 ล้านคน เป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับหกของโลก มีสังคมพหุวัฒนธรรมประกอบด้วย ชาวอะบอริจิน ชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส และผู้อพยพจากประมาณ 200 ประเทศทั่วโลก

        ในระยะเวลา 60 ปี ออสเตรเลียมีการวางแผนรับผู้อพยพ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีผู้ย้ายถิ่นฐานมาออสเตรเลียกว่า 6 ล้านคน รวมทั้งผู้ลี้ภัยกว่า 600,000 คน ทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านคน เป็น 20 ล้านคน แม้ว่าออสเตรเลียจะเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ประชากรมากกว่า 4.1 ล้านคนสามารถพูดภาษาที่สองได้

       ดังนั้น กระทรวงจึงกำหนดนโยบายหลักของทุกโรงเรียน คือการจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรม ไม่ว่าศาสนา ภาษา และเชื้อชาติ เช่น การให้โรงเรียนจัดการศึกษาศาสนาทั่วไป (General Religious Education) และการศึกษาศาสนาพิเศษ (Special Religious Education)

      การกำหนดนโยบายดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงสถานศึกษา ซึ่งมีนักเรียนจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย ชนชั้นทางสังคม เชื้อชาติ และกลุ่มชน โดยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในสถานศึกษา เป็นการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทุกคน ภายใต้ข้อสมมติฐานที่ว่า ผู้สอนสามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้นักเรียนทุกคนที่มาจากกลุ่มที่หลากหลาย โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและลักษณะการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน

     นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาเจตคติทางบวกต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ กลุ่มชน และศาสนา เมื่อผู้เรียนมองเห็นความเป็นจริงของความแตกต่างของกลุ่ม เขาจะได้รับความเข้าใจที่ถ่องแท้ ส่งผลไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อันนำไปสู่การเป็นสังคมแห่งพหุวัฒนธรรมในที่สุด

      การให้ความสำคัญดังกล่าว ไม่เพียงแต่การจัดการศึกษาในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาเท่านั้น แต่ยังต่อยอดในระดับอุดมศึกษา ซึ่งผู้เขียนได้เข้าไปพบปะพูดคุยกับคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยซิดนีย์ เช่น Prof. Dr. Anthony Welch, Prof. Dr. Philip Hirch, มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น Prof. Dr. Abdulah Saeed

      ในขณะที่มหาวิทยาลัยลาทูบ ได้จัดโครงการค่ายอบรมสานเสวนาระหว่างผู้นำมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลาสองเดือน ภายใต้การกำกับดูแลโดย Dr. Seven Schottmann, Mr. Nail Aykan และ Mr. Larry Marshall โดยรัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนงบประมาณทั้งหมด ทั้งค่าเดินทาง ที่พัก และค่าใช้จ่ายประจำวัน ซึ่งมีตัวแทนจากประเทศไทยสองท่านเข้าร่วม คือ อาจารย์ฮาฟิซ พิธีกรชื่อดังจากรายการดีสลาตัน และอาจารย์ชุกรียะห์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

๒. การปรับตัวขององค์เอกชนในออสเตรเลียเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรม

      นอกจากรัฐบาล โรงเรียน และมหาวิทยาลัยของรัฐให้ความสำคัญกับนโยบายพหุสังคมแล้ว พบว่าองค์กรเอกชนยังให้ความสำคัญกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนและคณะได้เข้าไปศึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับมูลนิธิความสัมพันธ์พหุวัฒนธรรม Affinity Intercultural Foundation (AIF) ในเมืองซิดนีย์ และ The Interfaith Network of the City of Greater Dandenong เมืองเมลเบิร์น ซึ่งเป็นเครือข่ายศาสนสัมพันธ์แห่งแรกในออสเตรเลีย

      ทั้งสององค์กรจัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมายในรูปแบบการให้การศึกษา สัมมนา สานเสวนา ค่ายอบรม ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และนานาชาติ รวมทั้งการร่วมมือกับชุมชน โรงเรียน และมหาวิทยาลัย

๓. ข้อเสนอแนะ

     หลังจากศึกษาดูงานเสร็จสิ้น ทางคณะของพวกเราได้จัดประชุมเพื่อสรุปผลการศึกษาดูงานในประเด็นการศึกษาพหุวัฒนธรรม และนำเสนอรองปลัดกระทรวงต่างประเทศ ณ ห้องประชุมกระทรวง เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ ไว้ว่า ความสำเร็จของการดำเนินงานด้านพหุวัฒนธรรม เพื่อให้คนที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียทุกคน ทุกเชื้อชาติ ศาสนา อยู่ร่วมกันได้ เกิดจาก

       ๑. การกำหนดนโยบายของรัฐบาลและสนับสนุนงบประมาณให้ทุกภาคส่วนดำเนินงานอย่างจริงจังและให้อิสระ พร้อมทั้งการดำเนินนโยบายด้านการศึกษาเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรมของออสเตรเลีย ที่ให้โอกาสแก่คนทุกเชื้อชาติและศาสนาอยู่อย่างสันติสุขภายใต้กฎหมายของออสเตรเลีย ทำให้เกิดความสงบสุข ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

      ๒. การประสานงานระหว่างองค์กร เพื่อให้เรียนรู้และยอมรับระหว่างเชื้อชาติ โดยการจัดบริการขั้นพื้นฐานอย่างเป็นธรรม

       ๓. การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้การศึกษาเป็นฐานในการพัฒนาเยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา อันเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยั่งยืน

     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากได้จัดตั้งมูลนิธิและองค์กรสานสัมพันธ์พหุวัฒนธรรม โดยนำแนวทางของออสเตรเลียมาปรับใช้ให้เหมาะสมในการดำเนินการ เสริมสร้างภาวะผู้นำ ให้ความสำคัญกับการให้ความร่วมมือ สร้างความเข้าใจด้านวิถีวัฒนธรรมของแต่ละศาสนา โดยเน้นการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง จัดสานเสวนาและหลักสูตรการเรียนการสอนพหุวัฒนธรรมในห้องเรียนและกิจกรรมเสริมต่าง ๆ อย่างบูรณาการระหว่างหลักสูตรสามัญและศาสนา

หมายเหตุ

จัดพิมพ์ครั้งแรกใน

www.thealami.com/main/content.php?page=&category=13&id=145

 1,272 total views,  1,272 views today