อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ท่ามกลางกระแสสังคมที่จับตามองการบังคับใช้กฎหมายในคดีสำคัญ ทั้งคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และมหากาพย์การทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ความหวังของประชาชนไม่ได้อยู่ที่การจับกุม “ผู้ปฏิบัติงาน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถสาวไปถึง “ผู้บงการ” หรือตัวการใหญ่ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังได้หรือไม่
ทำไม: โจทย์ใหญ่ของการสาวถึงตัวการใหญ่
ในคดีระดับชาติทั้งสองกรณีนี้ มีจุดร่วมที่น่าสนใจคือการพบ “คนรับบาป” หรือผู้ที่ทำหน้าที่ลงมือปฏิบัติการในลำดับท้าย ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็นำไปสู่ข้อกังขาเรื่องโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนอยู่
- คดีลอบยิง สส.: แม้ตำรวจจะจับกุมมือปืนได้ แต่คำถามสำคัญคือ ใครคือผู้สั่งการ? การพัวพันของรถยนต์ทางราชการและร่องรอยการแทรกแซงจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล ยิ่งตอกย้ำว่าคดีนี้มีมูลเหตุจูงใจที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งจำเป็นต้องขุดรากถอนโคนไปให้ถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการใช้อำนาจมืด
- คดีโกงสอบท้องถิ่น: การที่ข้าราชการระดับปฏิบัติการ 5 รายถูกลงโทษวินัย ถูกมองว่าเป็นเพียง “เหยื่อ” ที่ถูกผลักออกมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากกระบวนการทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีการเรียกรับผลประโยชน์มหาศาล และเป็นระบบที่เชื่อมโยงถึงผู้มีอำนาจที่อาศัยช่องว่างในการแก้ไขข้อมูลดิจิทัล
อย่างไร: ใช้เทคโนโลยีและมาตรการทางกฎหมาย “ตลบหลัง” ขบวนการ
การจะไขปมคดีที่ซับซ้อนและมีอำนาจมืดแทรกแซง จำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่เหนือชั้นกว่าการสอบปากคำแบบดั้งเดิม
- การพิสูจน์ด้วยนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics): ในกรณีโกงสอบ การนำไฟล์คะแนนดิบสำรองมาเปรียบเทียบกับไฟล์ที่ถูกแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญ จะเป็นพยานหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด เพื่อระบุว่าใครคือผู้เข้าถึงระบบและแก้ไขข้อมูลในช่วงเวลาใด ทำให้สามารถไล่เรียงเส้นทางจาก “ผู้จ่ายเงิน” ไปสู่ “ผู้รับงาน”
- มาตรการกันพยาน: กฎหมายของ ป.ป.ช. และมาตรการของรัฐ คือเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยน “ผู้ต้องหา” หรือ “คนกลาง” ให้กลายเป็น “พยาน” เพื่อเปิดเผยเส้นทางการเงินและซัดทอดตัวการใหญ่ นี่คือวิธีเดียวที่จะทำลายกำแพงความเงียบที่เกิดจากอิทธิพลมืด
- บูรณาการข้อมูล: ทั้งสองคดีต้องการการตรวจสอบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การนำหลักฐานดิจิทัลมาพิสูจน์จะช่วยลดทอนการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลและแรงกดดันทางสังคม ทำให้ความจริงถูกเปิดเผยด้วยมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สากลยอมรับ
สรุป
การคลี่คลายคดีความเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการลงโทษรายบุคคล แต่คือการกอบกู้ “ศักดิ์สิทธิ์ของระบบคุณธรรม” และความเชื่อมั่นในสถาบันภาครัฐ หากปล่อยให้ผู้บงการอาศัยช่องว่างของอำนาจและการแทรกแซงขบวนการยุติธรรมไปได้ อนาคตของระบบราชการและหลักนิติธรรมของประเทศย่อมเสี่ยงต่อการพังทลาย
ท่าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ให้ทัศนะว่า การใช้ “เทคโนโลยีดิจิทัล” ควบคู่กับ “มาตรการทางกฎหมาย” คือทางออกเดียวที่จะกระชากหน้ากากผู้บงการ ให้ได้รับโทษอย่างเด็ดขาดและยึดทรัพย์ให้ถึงที่สุด เพื่อให้บทเรียนนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายเครือข่ายอิทธิพลที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
อ่านเพิ่มเติม
“ใช้เทคนิคการตรวจพิสูจน์ดิจิทัลและมาตรการกันพยาน “เปิดยุทธการล้างบางผู้บงการโกงสอบท้องถิ่น”
ใน
https://www.facebook.com/share/p/1C661vKjEA/?mibextid=wwXIfr
#ความท้าทายคือ: จากคดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ถึง โกงข้อสอบ สุดท้ายจะถึงผู้บ่งการ?
1,232 total views, 1,231 views today

More Stories
ทำลายทรัพย์สินต่างๆ เท่ากับคุณทำลายชีวิตผู้คนไปด้วย คุณไม่ได้ทำร้ายแค่คนเดียว แต่คุณทำร้ายทั้งครอบครัว ดั่งที่อัลกุรอานได้ย้ำเตือนตลอดมา
ไฟใต้ที่ไม่มีใครอยากให้ถึงคิวตนเอง: จดหมายจากหัวใจผู้ประกอบการชายแดนใต้
ทำไมคนในพื้นที่ “ชายแดนใต้” ลุกขึ้นมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ. SEC ทั้งที่จุดโฟกัสหลักของโครงการแลนด์บริดจ์ดูเหมือนจะอยู่ที่ระนองและชุมพร ?