ภาคประชาชนผนึกกำลังรวบรวมรายชื่อคัดค้านแผนใช้ “พรุลานควาย” เป็นแก้มลิง จี้กรมทรัพยากรน้ำเลื่อนเวทีรับฟังความคิดเห็น 5 สิงหาคมนี้
กระแสคัดค้านแผนผลักดันให้ “พรุลานควาย” พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของลุ่มน้ำสายบุรี กลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำหรือ “แก้มลิง” เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมของเมืองยะลา กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลังนักวิชาการ นักวิจัย องค์กรภาคประชาสังคม เครือข่ายชุมชน นักศึกษา และประชาชนจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมลงนามในแถลงการณ์เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐทบทวนโครงการดังกล่าว และเลื่อนการประชุมรับฟังความคิดเห็นที่กรมทรัพยากรน้ำกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ ออกไปก่อน
ผู้ร่วมลงชื่อเห็นตรงกันว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของเมืองยะลาเป็นเรื่องจำเป็น แต่ไม่ควรดำเนินการด้วยการผลักภาระไปยังชุมชนปลายน้ำ หรือแลกกับการทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีคุณค่าทางนิเวศ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชุมชน การบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชน และการมองทั้งลุ่มน้ำเป็นระบบ ไม่ใช่การใช้พื้นที่ชนบทเป็นเครื่องมือรองรับปัญหาของเมือง
แถลงการณ์ระบุว่า พรุลานควายไม่ใช่พื้นที่รกร้าง หากแต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดกว่า 15,000 ไร่ ประกอบด้วยพรุย่อยมากกว่า 20 แห่ง เป็นแหล่งประมงพื้นบ้าน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ พื้นที่เกษตร และระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนมาหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังมีศักยภาพในการผลักดันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) การเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแก้มลิงอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนอย่างยากจะฟื้นคืน
ผู้ลงนามจึงเรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำเลื่อนการประชุมรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ออกไปก่อน พร้อมเปิดเผยข้อมูลโครงการทั้งหมดต่อสาธารณะ ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำสายบุรี และจัดกระบวนการมีส่วนร่วมที่ประชาชนสามารถร่วมกำหนดทางเลือกได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่รับฟังความคิดเห็นในช่วงที่การตัดสินใจได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
การรวบรวมรายชื่อครั้งนี้สะท้อนว่า การคัดค้านไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชุมชนรอบพรุลานควาย แต่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ครูสอนศาสนา นักกิจกรรม เยาวชน และประชาชนจากหลายภูมิภาคของประเทศ ซึ่งร่วมกันส่งสารไปยังกรมทรัพยากรน้ำว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมของเมืองไม่ควรเริ่มต้นจากการผลักภาระไปให้ชุมชนที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า และการรับฟังความคิดเห็นจะต้องเกิดขึ้นบนฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มที่ด้านล่าง หรือที่
https://drive.google.com/drive/folders/1ccSD3y5FFiOVaxQdatlnq0mfznUGoh2d?usp=sharing
แถลงการณ์
“ขอให้ทบทวนแนวทางการใช้ ‘พรุลานควาย’ เป็นพื้นที่รองรับน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยของเมืองยะลา”
พวกเราซึ่งประกอบด้วย องค์กรชุมชน ประชาสังคม นักวิชาการ นักกิจกรรม นักศึกษา และประชาชน ผู้ห่วงใยทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิของชุมชน มีความกังวลต่อแนวคิดของเทศบาลนครยะลาและกรมทรัพยากรน้ำ ที่มีแผนผลักดันให้ “พรุลานควาย” ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของลุ่มน้ำสายบุรี ทำหน้าที่เป็น “แก้มลิง” หรือพื้นที่รองรับน้ำจากเมืองยะลา เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตเมือง
พวกเราเข้าใจดีว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องไม่ดำเนินการโดยผลักภาระความเดือดร้อนจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่ง และไม่ควรแลกมาด้วยการทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีคุณค่าทางนิเวศ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของชุมชน การจัดการน้ำที่ดีต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่การใช้อำนาจของพื้นที่เมืองที่มีศักยภาพทางการเมืองมากกว่าไปกำหนดชะตากรรมของชุมชนปลายน้ำ
พรุลานควายมิใช่พื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ว่างเปล่าที่รอการพัฒนา หากแต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่กว่า 15,000 ไร่ ในเขตรอยต่อของ อ.รามัน จ.ยะลา และ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ประกอบด้วยพรุย่อยกว่า 20 แห่ง ทำหน้าที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ เชื่อมโยงระบบนิเวศระหว่างภูเขา แม่น้ำสายบุรี และพื้นที่ชายฝั่ง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ทั้งพืช ปลา นกอพยพ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์การผลักดันขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site)
เหนือสิ่งอื่นใด พรุลานควาย คือ “พรุมีชีวิต” หรือนิเวศวัฒนธรรมของผู้คน เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน ทั้งการประมงพื้นบ้าน การเลี้ยงวัว ควาย แพะ และแกะ การเก็บพืชอาหาร การทำนาพรุ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติตามฤดูกาล วิถีชีวิตเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นรากฐานของวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ทางสังคม และความมั่นคงทางอาหารของชุมชนในพื้นที่
การเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำจากเมืองยะลา จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการเปลี่ยนแปลงระบบไหลเวียนของน้ำ การท่วมขังเป็นเวลานาน การสูญเสียทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ การลดลงของทรัพยากรประมง ความเสียหายต่อพื้นที่เกษตร และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศที่ยากจะฟื้นคืน ประสบการณ์จากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่ผ่านมาในพรุลานควายแสดงให้เห็นแล้วว่า การขุด/ขุดลอกคลอง การขุดสระ และการถมคันดิน ส่งผลให้หญ้าสำหรับปศุสัตว์เสื่อมโทรม ต้นไม้ในพรุตาย พืชน้ำริมพรุถูกขุดทำลาย สัตว์น้ำลดจำนวนลง และกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ
บทเรียนจากหลายพื้นที่ของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่า การกำหนดพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งให้เป็น “พื้นที่รับน้ำ” เพื่อคุ้มครองเขตเมือง มักทำให้ผู้คนในพื้นที่นั้นต้องแบกรับต้นทุนทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รับน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือโครงการบางระกำโมเดลในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งแม้จะช่วยบริหารจัดการน้ำในภาพรวมได้บางส่วน แต่ก็ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และเผชิญความไม่แน่นอนในการดำรงชีพ หากรัฐจะดำเนินนโยบายเช่นนี้ ย่อมต้องอยู่บนฐานของการยินยอมโดยเสรี การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และการชดเชยที่เป็นธรรม มิใช่การกำหนดจากฝ่ายเดียว
พวกเรายังเห็นว่า การจัดการน้ำเป็นเรื่องของลุ่มน้ำทั้งระบบ มิใช่อำนาจผูกขาดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่ง เมืองที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และงบประมาณมากกว่า ไม่อาจผลักภาระการป้องกันน้ำท่วมของตนเองไปยังชุมชนชนบทที่มีอำนาจต่อรองต่ำกว่าได้ การจัดการน้ำที่ยั่งยืนจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทุกพื้นที่ในลุ่มน้ำอย่างเสมอภาค ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของ ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice)
ในเวลาเดียวกัน พวกเรามีความกังวลต่อการผลักดันโครงการด้านน้ำจำนวนมากที่ดำเนินควบคู่กัน ทั้งการขุดคลอง การขุดลอกลำน้ำ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบสะสมต่อระบบนิเวศ โดยที่ยังไม่มีการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งลุ่มน้ำ อีกทั้งโครงการลักษณะดังกล่าวมักใช้งบประมาณจำนวนมากและมีความเสี่ยงต่อการขาดความโปร่งใส หากไม่มีระบบตรวจสอบจากภาคประชาชนและหน่วยงานอิสระอย่างเข้มแข็ง
พวกเราขอเรียกร้องให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครยะลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองยะลา โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบลุ่มน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำภายในเมือง การฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำธรรมชาติเดิม และมาตรการลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในเขตเมือง ก่อนที่จะเลือกใช้พื้นที่ชุ่มน้ำของชุมชนอื่นเป็นพื้นที่รองรับน้ำ
พวกเราขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
- ชะลอการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้พรุลานควายเป็นพื้นที่รองรับน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้เลื่อนการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 ของโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบ้านควนน้อย-พรุลานควาย ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบ้านบากาซาแม-พรุลานควาย ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ที่มีกำหนดในวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมเทศบาลนครยะลา
- เปิดเผยข้อมูลทุกโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของเมืองยะลาต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส โดยไม่ตัดตอนให้ข้อมูลเพียงบางส่วน
- จัดทำการศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบลุ่มน้ำสายบุรี บนหลักความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงสิทธิของทุกชุมชนในลุ่มน้ำอย่างเท่าเทียม และไม่ผลักภาระไปยังพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ
- จัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย (Meaningful Public Participation) ตั้งแต่การกำหนดทางเลือก การศึกษาผลกระทบ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงนโยบาย
- เร่งผลักดันการอนุรักษ์พรุลานควายในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของประเทศ และสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่
พวกเราเชื่อว่า การแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่แท้จริง ไม่ใช่การโยกย้ายความเดือดร้อนจากเมืองไปสู่ชนบท แต่คือการสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่เคารพธรรมชาติ เคารพสิทธิของประชาชน และสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกคนในลุ่มน้ำเดียวกัน
วันที่ 3 สิงหาคม 2569
องค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม และเครือข่าย
(คงรายชื่อทั้ง 24 องค์กรตามต้นฉบับ)
นักวิชาการ นักวิจัย และครูสอนศาสนา
(คงรายชื่อทั้งหมดตามต้นฉบับ)
หมายเหตุ: อ่านฉบับเต็มใน
https://www.facebook.com/share/p/19SB1ar1m9/?mibextid=wwXIfr
520 total views, 520 views today

More Stories
จากคดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ถึง โกงข้อสอบ สุดท้ายจะถึงผู้บ่งการ?
ทำลายทรัพย์สินต่างๆ เท่ากับคุณทำลายชีวิตผู้คนไปด้วย คุณไม่ได้ทำร้ายแค่คนเดียว แต่คุณทำร้ายทั้งครอบครัว ดั่งที่อัลกุรอานได้ย้ำเตือนตลอดมา
ไฟใต้ที่ไม่มีใครอยากให้ถึงคิวตนเอง: จดหมายจากหัวใจผู้ประกอบการชายแดนใต้