อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ
เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่สังคมไทยมักเข้าใจว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีชนวนเหตุมาจากความขัดแย้งทางศาสนา วัฒนธรรม หรือการที่รัฐส่วนกลางเข้าไปจำกัดสิทธิเสรีภาพวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นโยบายของรัฐบาลหลายยุคสมัยมักมุ่งเน้นไปที่การอุดหนุนงบประมาณด้านศาสนา การส่งเสริมการศึกษาปอเนาะ และการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมมลายู
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปถึงหัวใจของปัญหาในมุมมองของคนในพื้นที่ จะพบว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจ แต่เกิดจากบาดแผลลึกใน “กระบวนการยุติธรรม” ที่พวกเขาได้รับจากกลไกอำนาจรัฐต่างหาก
การวิเคราะห์ปัญหา: เมื่อเสรีภาพทางศาสนาไม่ใช่คำตอบของความยุติธรรม
หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม รัฐไทยในปัจจุบันได้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวไทยมุสลิมอย่างกว้างขวาง ทั้งการสนับสนุนงบประมาณสร้างมัสยิด การแต่งตั้งจุฬาราชมนตรี การอนุญาตให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก รวมถึงการส่งเสริมสถาบันการศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องของ “การกดขี่ทางศาสนา”
แต่สิ่งที่ชาวมลายูมุสลิมต้องเผชิญและกลายเป็นชนวนเหตุของความคับแค้นใจ คือการถูกละเมิดหรือความไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้:
1. การบังคับใช้กฎหมายพิเศษและการควบคุมตัว
การประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง (เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก) เป็นเวลานาน เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่มีการตั้งข้อหาเป็นเวลานับสัปดาห์ นำไปสู่ข้อร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมาน การละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายทหาร และการจับกุมผิดตัวที่เกิดขึ้นซ้ำเล่า
2. วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด (Impunity)
เมื่อเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (เช่น กรณีตากใบ, กรือเซะ หรือการวิสามัญฆาตกรรมที่ผิดพลาดในหลายกรณี) กระบวนการยุติธรรมกลับไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาลงโทษตามกฎหมายได้อย่างแท้จริง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขามีค่าน้อยกว่า และกฎหมายไม่ได้บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม
สะท้อนภาพความจริง: เมื่อคนระดับ “สส.” ยังเข้าไม่ถึงหลักประกันความยุติธรรม
ความเปราะบางและความน่ากังขาของกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่นี้รุนแรงถึงขั้นที่ “แม้แต่คนระดับ สส. ก็ยังโดน” ดั่งกรณีล่าสุดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ต้องควงคู่กันเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
การยื่นหนังสือครั้งนี้ระบุเพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้มีการสืบสวนสอบสวนพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาอย่างโปร่งใส จากเหตุการณ์ที่คนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงตัวนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ, นายหริรักษ์ หีมมิหนะ และนายอุชลัมห์ โกะเลาะ
เหตุการณ์สะเทือนขวัญและการที่บุคคลระดับผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความรู้ทางกฎหมายและมีตำแหน่งหน้าที่ในสภา ยังต้องออกมาร้องเรียนผ่านกลไกภายนอกเพื่อเรียกร้องความถูกต้องในคดีของตนเอง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพโครงสร้างที่บิดเบี้ยวชัดเจนว่า ขนาดคนระดับผู้นำที่มีอำนาจในมือ ยังต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินไปอย่างเป็นธรรม แล้วนับประสาอะไรกับ “ชาวไทยมุสลิมธรรมดา” ที่ไม่มีปากเสียง ไม่มีต้นทุนทางสังคม เมื่อพวกเขาต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายใต้เงาของกฎหมายความมั่นคงพิเศษ
ความรู้สึก “ไม่ได้รับความเป็นธรรม” และการถูกมองว่าเป็น “ผู้ต้องสงสัยไว้ก่อน” จากคนของรัฐ จึงเป็นเชื้อไฟที่หล่อเลี้ยงความขัดแย้งให้ดำรงอยู่ และกลายเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างมวลชนเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ
สรุป
ปัญหาชายแดนภาคใต้จึงไม่ใช่เรื่องของการที่รัฐไม่ให้อิสระในการนับถือศาสนา หรือขาดแคลนงบประมาณจรรโลงวัฒนธรรม เพราะสิ่งเหล่านั้นรัฐได้ให้การอุดหนุนอย่างเต็มที่แล้ว แต่บาดแผลที่ยังคงอักเสบและไม่เคยได้รับการรักษาอย่างตรงจุด คือ วิกฤตความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม
ตราบใดที่รัฐไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านจากนโยบาย “ความมั่นคงนำระบอบ” มาสู่ “ความยุติธรรมนำการพัฒนา” ตราบใดที่สิทธิมนุษยชนของชาวมลายูมุสลิมยังถูกละเมิดภายใต้ข้ออ้างของการรักษาความสงบ และตราบใดที่วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่หมดไป ความสันติสุขที่แท้จริงในชายแดนใต้ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะความสงบสุขที่ยั่งยืน… ต้องสร้างขึ้นบนฐานของความยุติธรรมที่เท่าเทียม ไม่ใช่บนความหวาดกลัวของผู้คน
หมายเหตุ
“ปัญหาชายแดนใต้ มิใช่เรื่องศาสนา แต่เป็นเรื่องการเมือง”
ทางออกคือ “ให้ปัญหาอยู่บนโต๊ะพูดคุย มิใช่ศาลเตี้ย”
อ่านบทความเพิ่มเติม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/HRPS/article/view/272180/184244
หรือรับฟังฉบับเต็ม
https://www.facebook.com/share/v/1LAFA9C4Ub/?mibextid=wwXIfr
1,635 total views, 1,635 views today

More Stories
ความสำคัญละหมาดในวิถีมุสลิม แม้ต้องเดินทาง: ความเข้าใจ และมิติใหม่ของ “การรถไฟฯ” ในเทศกาลอีฎิ้ลอัดฮา
การจะแก้ไขปัญหาความมั่นคงในชายแดนใต้ได้อย่างยั่งยืน รัฐจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจและมอบความยุติธรรมให้แก่ “น้ำ” ซึ่งหมายถึงภาคประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะไปดำเนินมาตรการคัดกรองหรือจัดการกับ “ปลา” ซึ่งหมายถึงกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบ
เสียงจากชายหาดสวนกงส่งถึง “อนุทิน”: เดิมพันความยั่งยืนใน ครม.สัญจรสงขลา