อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
บทนำ: สัญญาณเตือนก่อน ครม.สัญจร
การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การลงพื้นที่เพื่อกระจายงบประมาณตามปกติ แต่คือ “หมุดหมายสำคัญ” ที่จะพิสูจน์ทิศทางการพัฒนาภาคใต้ท่ามกลางสายตาของประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวาระสำคัญที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. คือรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่สงขลา – ปัตตานี นี่คือแบบทดสอบชิ้นใหญ่ของรัฐบาล และเป็นสัญญาณตรงถึง คุณอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลงานความมั่นคงภายในและการพัฒนาท้องถิ่น ว่าจะเลือกเดินหน้าพื้นที่นี้ด้วย “การมีส่วนร่วม” หรือจะปล่อยให้ “ทุนใหญ่บางกลุ่ม” ปลุกชนวนความขัดแย้งขึ้นมาอีกครั้ง
อธิบาย: นวัตกรรมดับไฟขัดแย้งด้วยกระบวนการ SEA
หากย้อนมองอดีต “จะนะ” คือสมรภูมิความขัดแย้งรุนแรงระหว่างโครงการนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กับวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน ทว่ารายงาน SEA ฉบับที่กำลังจะเข้า ครม. นี้ ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญ เนื่องจากกระบวนการศึกษาที่นำโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้รับการยอมรับจากเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นและประชาชนในพื้นที่อย่างน่าชื่นชม
กระบวนการนี้ทำหน้าที่เป็น “นวัตกรรมการจัดการความขัดแย้ง” ที่ดึงเอาผู้เห็นต่างทุกฝ่ายเข้ามานั่งคุยบนฐานข้อมูลวิชาการ จนสามารถหาข้อสรุปร่วมกันและถอดบทเรียนออกมาเป็นแผนแม่บทการพัฒนาที่ยั่งยืน เปลี่ยนจากความหวาดระแวงมาเป็นการยอมรับร่วมกันของชุมชน
อภิปราย: กลุ่มผลประโยชน์ซ่อนเร้นกับชนวนไฟกองใหม่
แม้ว่ากระบวนการ SEA จะทำหน้าที่สมานแผลใจของคนในพื้นที่ได้ดีเพียงใด แต่ความจริงที่น่ากังวลในปัจจุบันคือ “กำลังมีกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม” พยายามผลักดันกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในรายงานการศึกษาฉบับนี้ให้เกิดขึ้นในพื้นที่จะนะและรอยต่อสงขลา-ปัตตานี
การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการหักหลังกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของภาครัฐอย่างรุนแรง หากรัฐบาลปล่อยไฟเขียวให้โครงการนอกโผเหล่านี้แทรกซึมเข้ามา ชุมชนจะเกิดความแตกแยกทันที และความขัดแย้งรอบใหม่นี้อาจขยายวงกว้างและรุนแรงกว่าเดิม เนื่องจากชาวบ้านรู้สึกว่าพวกเขาได้ให้ความร่วมมือกับกลไกของรัฐอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่กลับถูกมองข้ามในท้ายที่สุด
สรุป: เส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ดับไฟ” กับ “ผู้จุดชนวน”
แถลงการณ์ของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ ชายหาดบ้านสวนกง ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ชุมชนไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ปฏิเสธการพัฒนาที่ยัดเยียดและไร้ส่วนร่วม
รายงาน SEA ฉบับนี้จึงเป็นเสมือนคัมภีร์สร้างสันติภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุล หากรัฐบาลให้การรับรองและปฏิบัติตาม ท้องถิ่นจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง แต่ถ้า ครม.สัญจรครั้งนี้บิดพลิ้วหรือเปิดช่องให้ทุนใหญ่แทรกแซง เครือข่ายฯ ก็พร้อมที่จะเคลื่อนไหวคัดค้านจนถึงที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึงความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องสะดุดลงอีกครั้ง
ข้อเสนอแนะ: 2 ข้อเรียกร้องตรงถึง “อนุทิน ชาญวีรกูล” และ ครม.
ในฐานะที่ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำเรื่อง “ความสงบเรียบร้อยและวิถีชีวิตของประชาชน” มาโดยตลอด นี่คือ 2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ต้องนำไปปฏิบัติในที่ประชุม ครม.สัญจร สงขลา:
- ยึดมั่นและเคารพผลศึกษา SEA อย่างเคร่งครัด: รัฐบาลต้องรับรองรายงานฉบับนี้ในฐานะ “กรอบกติกาหลัก” ของการพัฒนาพื้นที่สงขลา-ปัตตานี และยกย่องให้กระบวนการนี้เป็นโมเดลต้นแบบ (Model) ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในโครงการพัฒนาอื่นๆ ทั่วประเทศ
- ปิดประตูใส่โครงการแอบแฝง: คุณอนุทินและรัฐบาลต้องกล้าหาญพอที่จะสะกัดกั้นกลุ่มทุนหรือกลไกราชการที่พยายามยัดไส้โครงการนอกเหนือจากรายงาน SEA โดยต้องระบุเป็นมติ ครม. ให้ชัดเจนว่าจะหลีกเลี่ยงและยุติการดำเนินการใดๆ ที่อยู่นอกข้อเสนอของรายงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ในพื้นที่
สัญญาณจากจะนะส่งถึงมือท่านแล้ว… วันที่ 9 มิถุนายนนี้ คำตอบอยู่ที่มติ ครม.
#เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น
1,422 total views, 1,422 views today

More Stories
ความสำคัญละหมาดในวิถีมุสลิม แม้ต้องเดินทาง: ความเข้าใจ และมิติใหม่ของ “การรถไฟฯ” ในเทศกาลอีฎิ้ลอัดฮา
การจะแก้ไขปัญหาความมั่นคงในชายแดนใต้ได้อย่างยั่งยืน รัฐจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจและมอบความยุติธรรมให้แก่ “น้ำ” ซึ่งหมายถึงภาคประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะไปดำเนินมาตรการคัดกรองหรือจัดการกับ “ปลา” ซึ่งหมายถึงกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบ
ถอดบทเรียน 22 ปีไฟใต้: “ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ” และสันติวิธีในมุมมองของ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์