พฤษภาคม 21, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

คำถามเรื่อง ความเหมาะสมของ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง ในการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและคุมนโยบายหลักสูตร “4ส” ของสถาบันพระปกเกล้า

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

หลังให้สัมภาษณ์ เวที 22 ปีถอดบทเรียนไฟใต้ อ่านเพิ่มบทสัมภาษณ์ท่านใน

https://www.facebook.com/share/p/1BSFonM161/?mibextid=wwXIfr

      ถอดรหัสชุดความคิดความมั่นคง: เมื่อ “อดีตแม่ทัพ” ผู้อำนวยการและคุมนโยบายหลักสูตร “4ส” ของสถาบันพระปกเกล้า ไม่เข้าใจ “ตาดีกา” จะนำพายุทธศาสตร์พระราชทานสู่ชายแดนใต้ได้อย่างไร?

บทนำ: ช่องว่างทางความคิดในหอคอยงาช้าง และคำถามต่อหลักสูตร “4ส”

      การเปิดตัว พล.ท. บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เข้ามานั่งแท่นเป็น ผู้อำนวยการ “หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข” (สสสส. หรือที่รู้จักกันในนาม หลักสูตร 4ส.) ของสถาบันพระปกเกล้า ท่ามกลางบริบทการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานานกว่าสองทศวรรษ ได้จุดพลุให้เกิดข้อกังขาและคำถามสำคัญจากคนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

       เสียงสะท้อนจาก ผู้นำการศึกษา (ไม่ขอเอ่ยนาม) ชี้ให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ในโครงสร้างความมั่นคง (กอ.รมน.) และอดีตแม่ทัพที่เติบโตมาในระบบราชการส่วนกลาง ยังคงติดหล่มอยู่กับ “ชุดความคิด (Mindset) ยุคเก่า” ที่มองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยความหวาดระแวง เมื่อผู้กุมบังเหียนหลักสูตรระดับสูงที่อ้างว่าจัดขึ้นเพื่อสร้างสันติสุข ยังคงไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงระบบการศึกษาอิสลามอย่าง “ตาดีกา” คำถามที่สังคมไทยต้องคิดให้หนักคือ พล.ท. บุญสิน สมควรหรือไม่ที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้และคุมนโยบายของหลักสูตรสันติสุข? และภาครัฐจะน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างไร ในเมื่อขั้นแรกอย่างคำว่า “เข้าใจ” ยังคงสอบตกตั้งแต่ระดับคนคุมนโยบาย?

ความจริงของ “ตาดีกา” พหุภาษาที่ถูกตราหน้าจากรัฐ

         จากข้อมูลเชิงประจักษ์โดย ดร.ไพศาล อาแซ นายกสมาคมโรงเรียนเอชนจังยะลา สะท้อนว่า ระบบการศึกษาชายแดนใต้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ “ตาดีกา” (Tadika) ที่เปิดการจัดการเรียนรู้ แค่เสาร์ อาทิตย์ส่วนจันทร์ถึงศุกร์ ก็พวกเขาเรียนหลักสูตรสายสามัญ หรือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีทั้งวิชาภาษาไทยและอื่นๆ ไม่ใช่โรงเรียนลับหรือพื้นที่ปิดเพื่อบ่มเพาะความรุนแรงตามที่ฝ่ายความมั่นคงมักวาดภาพจำ แต่คือสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่กล่อมเกลาคุณธรรม จริยธรรม และอัตลักษณ์พื้นฐานให้แก่เยาวชนมุสลิม เปรียบเสมือน “โรงเรียนวัด” ในสังคมพุทธ ในประเทศมาเลีเซีย

  • ความเข้าใจผิดเรื่องภาษา: ข้อกล่าวหาที่ว่า “เด็กชายแดนใต้ไม่เรียนภาษาไทย” เป็นการบิดเบือนความจริง เพราะในวันจันทร์-ศุกร์ เด็กๆ เรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ สอบ O-NET, NT, TGAT และเข้ามหาวิทยาลัยปกติ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ จึงเรียนศาสนาและภาษามลายูยาวีในตาดีกา
  • ทุนทางปัญญา (Multilingual): ในมิติวรรณกรรมและวิทยาศาสตร์สมอง เด็กชายแดนใต้คือผู้มีความยืดหยุ่นทางความคิดสูงจากการเป็นเด็กพหุภาษา (ไทย, มลายูถิ่น, มลายูกลาง, อาหรับ) ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 และเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในการเชื่อมต่อกับกลุ่มประเทศอาเซียน (มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน)
  • หลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2569: ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาได้ก้าวไปสู่ “การศึกษาศาสนาแห่งอนาคต” ที่มีการผสมผสานทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI และทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่ไปกับหลักศาสนาอย่างสมดุล

อคติทางประวัติศาสตร์ แผนการกลืนภาษา และความย้อนแย้งของผู้นำหลักสูตรสันติสุข

       ความขัดแย้งที่แท้จริงในชายแดนใต้ไม่ได้เกิดจากตัวระบบการศึกษาอิสลาม แต่เกิดจาก “ชุดความคิดเชิงอำนาจนิยมและชาตินิยมล้นเกิน” ของฝ่ายความมั่นคง ผู้นำการศึกษาชายแดนใต้ได้วิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาว่า กอ.รมน. ยังคงยึดติดกับการปลูกฝังชาตินิยมแบบเก่าผ่านการร้องเพลงปลุกใจ ยึดโยงประวัติศาสตร์กระแสหลักเพื่อสร้างความกลมกลืนทางวัฒนธรรม (Assimilation) หรือพยายามสลายชนชาติอื่นที่เห็นต่าง โดยจมจ่อมอยู่แต่ในตำราและตำแหน่งที่มอบหมายโดย กอ.รมน.

ลึกหนาบางของยุทธวิธี: ไม่ใช่ “ไม่เข้าใจ” แต่คือ “จงใจกลืนกลาย”?คำถามจากผู้เขียน

       เมื่อพิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง อาการของฝ่ายความมั่นคงและชนชั้นนำในรัฐไทย (บางท่าน)อาจ ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ ระบบการศึกษาอิสลามอย่างที่หลายคนคิด แต่ในทางกลับกัน พวกเขารู้ดีและมีเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ นั่นคือความต้องการให้เด็กๆ เรียนตาดีกาโดยเปลี่ยนมาใช้ภาษาไทยเหมือนระบบของสมาคมคุรุสัมพันธ์

      นี่คือ “นโยบายกลืนภาษาแบบเลี่ยงบาลี” ที่แนบเนียน ?ที่คนชายแดนใต้ ตั้งคำถาม ?การขยับตัวของอดีตแม่ทัพภาคและฝ่ายความมั่นคงในระยะหลัง จึงเป็นเสมือน “การโยนหินถามทาง” เพื่อเปิดประเด็นไปสู่การแก้ไขปรับปรุงหลักสูตรตาดีกาในอนาคต โดยอาศัยการปั่นกระแสสังคมที่กำลังคลั่งชาติคลั่งภาษาให้เข้ามาช่วยกดดันและสร้างความชอบธรรมให้กับฝั่งรัฐ?

       ดังนั้น ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่การเดินเกมแบบสุ่มสี่สุ่มห้าบุ่มบ่าม แต่นี่คือการเดินหมากอย่างเป็นระบบตามแผนการที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก เพื่อลดทอนอัตลักษณ์ทางภาษามลายูยาวีซึ่งเป็นรากเหง้าของคนในพื้นที่

       มิอาจปฏิเสธ ได้ว่า ภาคประชาสังคมจะตั้งคำถาม นี่คือความย้อนแย้งครั้งใหญ่ เมื่อตัวแทนจากโครงสร้างความมั่นคงที่เป็นผู้ผลักดัน “แผนการกลืนวัฒนธรรม” นี้ กลับได้รับเลือกให้มาคุมนโยบายของ หลักสูตร 4ส. (การเสริมสร้างสังคมสันติสุข) ของสถาบันวิชาการระดับสูงอย่างสถาบันพระปกเกล้า สังคมจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความรู้ ความเข้าใจ และเจตจำนงที่แท้จริงของ พล.ท. บุญสิน ว่าท่านจะนำพาหลักสูตรนี้ไปสู่ “สันติสุข” บนรากฐานของความเคารพพหุวัฒนธรรม หรือจะใช้หลักสูตรนี้เป็นเครื่องมือฟอกขาวเพื่อ “ยัดเยียด” ชุดความคิดความมั่นคงแบบเก่าให้แก่ผู้เข้าอบรม ซึ่งเป็นผู้นำจากหลากหลายสาขาอาชีพในสังคมไทย?

       เมื่อผู้นำหลักสูตรเติบโตมาในระบบที่สั่งสมแผนการและอคติเช่นนี้ การตีความยุทธศาสตร์พระราชทานจึงบิดเบี้ยวไปอย่างสิ้นเชิง จากการ “เข้าใจ” บริบทวัฒนธรรม กลายเป็นการพยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมของเขาให้เหมือนเรา และการ “เข้าถึง” ก็กลายเป็นการเข้าไปควบคุมเพื่อจัดระเบียบใหม่ตามใจส่วนกลาง

สสรุป: ก้าวข้ามความระแวง สู่สันติภาพที่จับต้องได้

       ตราบใดที่ผู้นำนโยบายและผู้บริหารหลักสูตรระดับชาติอย่าง พล.ท. บุญสิน พาดกลาง หรือกลไก กอ.รมน. ยังไม่ละทิ้งแผนการกลืนกลายวัฒนธรรม และไม่เปิดใจเรียนรู้บริบทอันซับซ้อนของพื้นที่ชายแดนใต้ ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ก็จะเป็นได้เพียงคำขวัญสวยหรูบนแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ และหลักสูตร 4ส. ก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในฐานะสะพานเชื่อมสันติภาพ

       ทางออกที่ยั่งยืนคือ ภาครัฐต้องก้าวข้ามความหวาดระแวง และมองความแตกต่างทางศาสนา ภาษา วัฒนธรรม เป็น “ความมั่งคั่ง” ไม่ใช่ “ภัยคุกคาม” ต่อความมั่นคง

  • รัฐ และ สถาบันพระปกเกล้า ต้องทบทวนว่าการให้ผู้มีแนวคิดความมั่นคงสายแข็งมาคุมนโยบายสันติภาพนั้น ตอบโจทย์การแก้ปัญหาจริงหรือไม่ หรือควรเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจในความหลากหลายทางชาติพันธุ์และพหุวัฒนธรรมเข้ามามีส่วนร่วมบริหาร
  • ฝ่ายความมั่นคง ต้องหยุดใช้ประวัติศาสตร์ยัดเยียดความเกลียดชัง เลิกใช้กระแสคลั่งชาติบีบบังคับชุมชน แล้วหันมาใช้การพูดคุยและรับฟังเสียงของครูและผู้นำชุมชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

       สันติภาพในชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการบังคับให้ทุกคนพูดภาษาเดียวกันหรือร้องเพลงเดียวกัน และไม่สามารถสร้างได้จากบุคคลที่ยังยึดติดกับชุดความคิดเดิม แต่จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้มีอำนาจ ยอมรับความหลากหลาย และเลิกมองการรักษาชาติพันธุ์ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

หมายเหตุ

อ่านเพิ่มเติม “”ตาดีกา” และการศึกษาชายแดนใต้ ความจริงที่สังคมควรเข้าใจ” ใน https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/54903

 74 total views,  74 views today

You may have missed