อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

สำหรับชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ “การละหมาด” ไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรมทางศาสนาที่ทำเมื่อสะดวก แต่คือ “เสาหลักของศาสนา” ที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกวันอย่างไม่อาจละเลยได้ แม้จะอยู่ในระหว่างการเดินทางอันยาวนานบนเรือนร่างของขบวนรถไฟก็ตาม
เมื่อเทศกาล “อีฎิ้ลอัดฮา” หรือวันอีดใหญ่ (ซึ่งในปี 2569 นี้ตรงกับวันที่ 28 พฤษภาคม) เวียนมาถึง ขบวนรถไฟสายใต้จะคลาคล่ำไปด้วยพี่น้องมุสลิมที่เดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อไปร่วมเฉลิมฉลองและแสดงความศรัทธา ความแออัดและระยะเวลาการเดินทางที่ยาวนาน มักนำมาซึ่งความยากลำบากในการปฏิบัติศาสนกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสตรีมุสลิมที่ต้องเผชิญความท้าทายในการหาสถานที่มิดชิดเหมาะสม
ก้าวสำคัญของ รฟท. : ส่ง “ตู้ละหมาด” พ่วงสายใต้รับวันอีด
จากความเข้าใจในวิถีชีวิตและเสียงสะท้อนจากประชาชน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้สั่งการด่วนให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดัดแปลงรถโดยสารชั้น 3 ให้กลายเป็น “ตู้ละหมาด” โดยเฉพาะ เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ ได้เผยถึงรายละเอียดการจัดพื้นที่ภายในตู้ละหมาดไว้ดังนี้:
- แยกสัดส่วนชัดเจน: กั้นผนังแบ่งเป็น 4 ห้อง แยกพื้นที่สำหรับชายและหญิงอย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
- พื้นที่ชำระล้าง: มีสถานที่สำหรับ “อาบน้ำละหมาด” ที่ถูกต้องตามหลักศาสนบัญญัติ
- ขบวนที่ให้บริการ: พ่วงไปกับขบวนรถเร็วสายใต้หลัก ได้แก่ ขบวนที่ 171/172 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – สุไหงโกลก) และ ขบวนที่ 169/170 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ยะลา)
มาตรการความปลอดภัย: นอกจากพื้นที่ศาสนกิจแล้ว รฟท. ยังเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย โดยมีระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) และการบูรณาการร่วมกับตำรวจรถไฟคอยเฝ้าระวังตลอดเส้นทาง
ความเข้าใจที่ถูกต้อง: หลักการละหมาดกับการเดินทาง
การจัดตั้งตู้ละหมาดในครั้งนี้ ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและสร้างความสุขให้ผู้โดยสารมุสลิมอย่างแท้จริง เนื่องจากมีประเด็นสำคัญในวิถีปฏิบัติที่มักถูกพูดถึง ดังนี้:
1. การอำนวยความสะดวกและลดผลกระทบต่อส่วนรวม
ที่ผ่านมา มุสลิมบนรถไฟจำเป็นต้องหามุมสงบหรือใช้ห้องน้ำทั่วไปในการอาบน้ำละหมาด ซึ่งบางครั้งอาจทำให้พื้นเฉอะแฉะและสร้างความไม่สะดวกใจให้แก่ผู้โดยสารท่านอื่น การมี “ตู้จำเพาะ” จึงช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด สะดวกต่อผู้ใช้ และไม่รบกวนผู้อื่น
2. ความยากลำบากที่มากกว่าของ “สตรีมุสลิม”
ผู้หญิงมุสลิมมีเงื่อนไขเรื่องการปกปิดเอาเราะฮ์ (ร่างกาย) ที่เข้มงวดกว่าผู้ชาย การละหมาดหรืออาบน้ำละหมาดในพื้นที่เปิดเผยบนขบวนรถจึงทำได้ยากลำบากเป็นสองเท่า การกั้นห้องแยกชาย-หญิงจึงตอบโจทย์เรื่องความอุ่นใจและถูกต้องตามหลักการอย่างมาก
3. หลักการ “ย่อ-รวม” (ย็อมอ์-ก็อศร์) เทียบกับการกอฏอ (ชดใช้)
ตามหลักการอิสลาม สำหรับผู้เดินทาง (มุซาฟิร) ศาสนาได้มีข้อผ่อนปรนให้สามารถ “รวมและย่อละหมาด” จาก 5 เวลา เหลือเพียง 3 เวลาได้ เพื่อความสะดวก
ข้อคิดน่าสนใจ: มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในคนมลายูบางส่วนที่มองว่า สามารถละเลยแล้วค่อยไป “กอฏอ” (ชดใช้ภายหลัง) เมื่อถึงปลายทางได้ ซึ่งในความเป็นจริง หากยังมีหนทางและสามารถทำได้ การละหมาดในเวลา (แม้จะย่อหรือรวม) ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นและประเสริฐที่สุด ตู้ละหมาดนี้จึงเข้ามาอุดรอยต่อให้ผู้เดินทางสามารถรักษาเวลาละหมาดได้อย่างสมบูรณ์
บทสะท้อนสังคมพหุวัฒนธรรมที่เท่าเทียม
การขยับตัวของภาครัฐในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนความใส่ใจต่อชาวไทยมุสลิมเท่านั้น แต่ในภาพรวม รฟท. ยังคงให้ความสำคัญกับทุกศาสนา เช่น การสำรองที่นั่งสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในขบวนรถไฟชั้น 3 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างเกื้อกูล
แน่นอนว่าหากศาสนิกอื่นมีเงื่อนไขหรือความจำเป็นในแนวทางปฏิบัติที่คล้ายคลึงกัน การได้รับการปฏิบัติที่เสมอภาคและเหมาะสมจากภาครัฐ ก็เป็นสิ่งสากลที่สมควรเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
การมี “ตู้ละหมาด” บนรถไฟสายใต้ในช่วงเทศกาลอีฎิ้ลอัดฮานี้ จึงเปรียบเสมือนของขวัญแห่งความเข้าใจ ที่ช่วยให้การเดินทางกลับบ้านเต็มไปด้วยความอุ่นใจ ปลอดภัย และอิ่มเอมในผลบุญตลอดเส้นทาง
(สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทาง สามารถตรวจสอบเวลาและพิกัดรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ที่ https://ttsview.railway.co.th/v3/ หรือโทร 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง)
1,389 total views, 1,389 views today

More Stories
การจะแก้ไขปัญหาความมั่นคงในชายแดนใต้ได้อย่างยั่งยืน รัฐจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจและมอบความยุติธรรมให้แก่ “น้ำ” ซึ่งหมายถึงภาคประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะไปดำเนินมาตรการคัดกรองหรือจัดการกับ “ปลา” ซึ่งหมายถึงกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบ
เสียงจากชายหาดสวนกงส่งถึง “อนุทิน”: เดิมพันความยั่งยืนใน ครม.สัญจรสงขลา
ถอดบทเรียน 22 ปีไฟใต้: “ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ” และสันติวิธีในมุมมองของ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์