อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ : เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

16 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมอาคารวาสุกรี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหาดวาสุกรี เขตเทศบาลเมืองตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เกิดคลื่นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จุดประกาย “ความหวังของการศึกษาไทย” ในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ผ่านเวทีอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษแก่ผู้พูดภาษาถิ่นในโรงเรียน” ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวของนักวิชาการ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้นำชุมชน ที่ต้องการเห็นการหลุดพ้นจากระบบการศึกษาแบบ “เสื้อโหล” (One Size Fits All) ของส่วนกลาง
เวทีอบรมในครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการพลิกมุมมองครั้งใหญ่ โดยปฏิเสธการมองภาษาเป็นเพียง “วิชาเรียน” เพื่อกวดวิชาหรือสอบวัดผลแบบเดิม ๆ แต่สถาปนาคุณค่าของภาษาในฐานะ “ชีวิต อัตลักษณ์ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของผู้เรียนอย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้รัฐปรับเปลี่ยนทัศนคติ
“มองการศึกษาภาษาให้พ้นขีดความมั่นคง แต่ให้มองเพื่อเศรษฐกิจ และคุณค่าของมนุษย์”

เริ่มต้นด้วยตัวตน: “Who am I? My Story?”
ไฮไลต์สำคัญของการอบรมเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามทรงพลังอย่าง “Who am I? My Story?” สะท้อนแนวคิดการจัดการศึกษาฐานรากที่เชื่อว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องเริ่มจากการรับฟังตัวตน ประสบการณ์ และรากเหง้าทางวัฒนธรรมของผู้เรียนเป็นอันดับแรก
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชากรกว่าร้อยละ 83 ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ “ภาษาถิ่น” ไม่ควรถูกตราหน้าว่าเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการ หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงอีกต่อไป แต่แท้จริงแล้วมันคือ “สะพานเชื่อม” (Bridge Language) สำคัญที่จะพาเด็ก ๆ ต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ หรือแม้กระทั่งภาษาจีน เพื่อเปิดประตูสู่โลกกว้างได้อย่างภาคภูมิใจ
จาก “ปอเนาะ” สู่ “ห้องเรียนอนาคต”: สมดุลทางโลกและทางธรรม
สอดคล้องกับทัศนะของ อับดุลสุโก ดินอะ รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา ที่ได้สะท้อนภาพจำและวิวัฒนาการของระบบการศึกษาในพื้นที่ว่า ที่ผ่านมาสังคมมุสลิมมลายูขับเคลื่อนด้วยสโลแกน
“เรียนทางโลกแต่ปราศจากทางธรรมจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร”
เพราะวิถีอิสลามผูกโยงความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ปัจจุบัน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและสถาบันปอเนาะได้ปรับตัวอย่างก้าวกระโดด ไม่ได้มีเพียงการเรียนศาสนาควบคู่สามัญขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่มีการบูรณาการหลักสูตรสู่ความเป็นเลิศที่หลากหลาย เช่น
- โครงการห้องเรียนภาษาเชิงรุก: ยกระดับทักษะภาษาอาหรับ อังกฤษ มลายู และจีน เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก
- หลักสูตร Hafiz Science: ห้องเรียนเตรียมแพทย์-วิศวะ ควบคู่กับการท่องจำคัมภีร์อัลกุรอาน
- Sport Academy: การดึงทักษะฟุตบอลมาเชื่อมโยงกับจริยธรรมและการดำเนินชีวิตตามวิถีอิสลาม

“เมื่อการศึกษาในพื้นที่ได้รับการยกระดับ เราก็สามารถผลิตครู ผลิตหมอที่เป็นคนในพื้นที่ได้มากขึ้น มีความพร้อมในหลากหลายสาขา และสามารถขยายไปเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศ”
— อับดุลสุโก ดินอะ
ปลดล็อก “กำแพงภาษา” และ “กรอบคิดความมั่นคง” ของรัฐ
ที่ผ่านมา รัฐมักโทษว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เช่น คะแนน O-NET ของเด็กชายแดนใต้ต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะ “พูดภาษาไทยไม่ได้” แต่ในความเป็นจริง ผลคะแนน NT และทักษะการสื่อสารภาษาไทยของเด็กในพื้นที่พัฒนาขึ้นมาก ปัญหาที่แท้จริงกลับเป็น “กรอบคิดด้านความมั่นคง” ของรัฐส่วนกลาง ที่พยายามกลืนกลายอัตลักษณ์ จนเกิดหลักสูตรที่ผิดฝาผิดตัว
เช่น การสอนภาษามลายูด้วยการเขียนอักษรไทย เช่น คำว่า “มากัน” (กิน) แทนที่จะใช้อักษรยาวี ماكن ซึ่งกลายเป็นการลดทอนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
นอกจากนี้ การที่รัฐระแวงสถาบันพื้นบ้านอย่าง “ปอเนาะ” หรือ “ตาดีกา” ว่าเชื่อมโยงกับความรุนแรง ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ยิ่งเป็นการผลักไสชุมชนออกจากกระบวนการพัฒนา
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: กระจายอำนาจ 70:30 พลิกสูตรสร้างนวัตกรรม
เพื่อทางออกที่ยั่งยืน เวทีอบรมและภาคประชาสังคมได้ยื่นข้อเสนอแนะร่วมกัน ให้รัฐบาลไทยปฏิรูปโครงสร้างส่วนกลาง ดำเนินการ กระจายอำนาจทางการศึกษาอย่างแท้จริง ทั้งในแง่การบริหาร คน และงบประมาณ
| สัดส่วนอำนาจออกแบบการเรียนรู้ | ปัจจุบัน | ข้อเสนอเพื่ออนาคต |
|---|---|---|
| รัฐส่วนกลาง | 70% | 30% |
| ชุมชน / ท้องถิ่น | 30% | 70% |
หากพลิกสูตรให้อำนาจการตัดสินใจ 70% อยู่ในมือของคนในพื้นที่ จะช่วยลดภาระการเรียนที่ซ้ำซ้อนและหนาแน่น ซึ่งปัจจุบันเด็กมุสลิมอาจต้องเรียนสูงถึง 20 วิชาต่อสัปดาห์จากวิชาชาตินิยมที่รัฐยัดเยียดเข้ามา และเปิดโอกาสให้ชุมชนออกแบบหลักสูตรที่ผสมผสานศาสนา วัฒนธรรม และทักษะศตวรรษที่ 21 ได้อย่างตรงจุด
กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างไร้รอยต่อ
ผู้เข้าร่วมเวทีต่างแสดงความชื่นชมทีมวิจัย นำโดย ดร.เมลดา สุดาจิตร์อภิภัทร (Melada Sudajit-apa) และคณะผู้จัดงาน ที่สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างยอดเยี่ยม ดึงเอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักมาร่วมขับเคลื่อนแบบไร้รอยต่อ ได้แก่
- ครูผู้สอน — ผู้ขับเคลื่อนหน้างาน
- ผู้บริหารสถานศึกษา — ผู้หนุนเสริมเชิงนโยบาย
- ภาคประชาสังคม — แรงขับเคลื่อนจากชุมชน
บทสรุป
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ตอกย้ำว่า
“การศึกษาไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว”
แต่คือเรื่องของชุมชน สังคม และอนาคตของเด็กทุกคน หากรัฐยอมเปลี่ยนผ่านทัศนะจากการ “ควบคุมเพื่อความมั่นคง” ไปสู่การ “สนับสนุนเพื่อคุณค่าและเศรษฐกิจ” ห้องเรียนพหุภาษาในชายแดนใต้แห่งนี้ จะกลายเป็นพื้นที่นวัตกรรมต้นแบบที่สร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติได้อย่างแท้จริง
255 total views, 50 views today

More Stories
เขตอุตสาหกรรมฮาลาล: อ้างประชาชน แต่ใครได้ประโยชน์ในพื้นที่ความมั่นคง? และเมื่อมันร้าง…ใครจะรับผิดชอบ และเพราะมิได้ทำ SEA ก่อน
ทลาย “อุตสาหกรรมความมั่นคง” กว่า 22 ปีไฟใต้: เมื่อพลังประชาสังคมจับมือการเมือง ใช้บทเรียน “ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์” ขับเคลื่อนสันติภาพ
ศอ.บต. ในภารกิจไฟใต้ ที่ควรจะเป็น ปัญหาและความท้าทาย จากทัศนะ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง