อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ : เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
มาลิก บินนาบี (Malik Bennabi: ค.ศ. 1905–1973) เป็นหนึ่งในนักคิด นักปรัชญา และนักสังคมวิทยาชาวแอลจีเรียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกมุสลิมร่วมสมัยในศตวรรษที่ 20 งานเขียนและแนวคิดของเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นการวางรากฐาน “สังคมวิทยามุสลิมแนวใหม่” ที่พยายามตอบคำถามสำคัญว่า
“ทำไมโลกมุสลิมจึงตกต่ำ และจะฟื้นฟูอารยธรรมขึ้นมาใหม่อย่างไร?”
การที่มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย (IIUM) จัดตั้งสถาบันศึกษาเฉพาะเพื่อศึกษาแนวคิดของเขา โดยมี อันวาร์ อิบรอฮีม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานเปิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2025 ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า
“แนวคิดของบินนาบีไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ แต่คือโรดแมปสู่อนาคตที่มาเลเซียกำลังใช้ขับเคลื่อนประเทศ”
1. แนวคิดหลักของ มาลิก บินนาบี: อารยธรรมเกิดจากอะไร?
มาลิก บินนาบีมองปรากฏการณ์ทางสังคมด้วยเลนส์ของวิทยาศาสตร์และสังคมวิทยา เขาปฏิเสธการคร่ำครวญถึงอดีตอันรุ่งเรือง แต่เสนอให้วิเคราะห์ “โครงสร้างอารยธรรม” อย่างเป็นระบบ โดยเขามีสูตรสมการอารยธรรมที่โด่งดัง คือ
- Man (มนุษย์): ทรัพยากรมนุษย์ที่มีจริยธรรมและสติปัญญา
- Soil (แผ่นดิน/วัตถุดิบ): ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกายภาพ
- Time (เวลา): การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการสร้างสรรค์
เขาชี้ว่า โลกมุสลิมปัจจุบันมีทั้ง “คน” “ทรัพยากร” และ “เวลา” แต่สิ่งที่ขาดไปคือ “สายใยทางศาสนาและจริยธรรม (Religious Bond)” ที่จะร้อยเรียง 3 องค์ประกอบนี้ให้กลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนอารยธรรม
แนวคิด “ภาวะที่ยอมให้ถูกล่าอาณานิคม” (Colonizability / Colonisabilité)
นี่คือแนวคิดที่ก้าวหน้าที่สุดของเขา บินนาบีเสนอว่า การที่โลกอิสลามถูกชาติตะวันตกยึดครอง ไม่ได้เกิดจากความแข็งแกร่งของฝั่งผู้ล่าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความอ่อนแอภายใน” ของสังคมมุสลิมเองที่สร้างสภาวะที่เอื้อให้ถูกครอบงำได้ง่าย
ดังนั้น การปลดแอกที่แท้จริงไม่ใช่แค่การไล่ทหารต่างชาติออกไป แต่คือการปฏิรูปจิตใจและสติปัญญาภายใน เพื่อลบสภาวะ “ยอมให้เขาดึงจมูก” ออกไปให้หมดสิ้น
2. การบูรณาการ “อิสลามเชิงอนุรักษ์” กับ “สังคมวิทยา”
ในบริบทของการศึกษา การนำแนวคิดของบินนาบีมาบูรณาการกับการศึกษาอิสลามเชิงอนุรักษ์ (Traditional Islamic Education) คือทางออกของวิกฤตการศึกษาในปัจจุบัน จาก “ท่องจำ” สู่ “ลงมือทำ” บินนาบีมองว่า “ความรู้” (Knowledge) ที่ไม่มี “ประสิทธิภาพในการปฏิบัติ” (Efficiency) คือความรู้ที่ตายแล้ว การศึกษาต้องเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำตัวบทเพื่อความบารอกัต (สิริมงคล) เพียงอย่างเดียว ไปสู่การวิเคราะห์บริบทสังคมและการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการ
เข้าใจกฎเกณฑ์ของสังคม (Sunnatullah ในมิติสังคม)
สถาบันการศึกษาดั้งเดิมมักเน้นสอนกฎเกณฑ์ทางศาสนศาสตร์ เช่น ฟิกฮ์ หรืออะกีดะฮ์ แต่บินนาบีเสนอว่า มุสลิมต้องเข้าใจ “กฎเกณฑ์ทางสังคมวิทยา” (Sociological Laws) ด้วย
เพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงวางระบบความเจริญและการล่มสลายของสังคมไว้เป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัว หากไม่ศึกษาชีววิทยา สังคมวิทยา และประวัติศาสตร์ ก็ไม่อาจนำพาสังคมให้อยู่รอดได้
3. “แนวทางที่บ้านเรายังไม่ได้เริ่มเดิน”
หากมองกลับมาที่การศึกษาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือภาพรวมของประเทศไทย ข้อสังเกตที่ว่า “เรายังไม่ได้เริ่มเดิน” ถือเป็นความจริงที่แหลมคมและน่าคิดต่ออย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ
1) การแยกส่วนระหว่าง “ศาสนา” กับ “สามัญ/สังคมศาสตร์”
ในบ้านเรา แม้จะมีความพยายามทำโรงเรียนบูรณาการ เช่น โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม แต่ในทางปฏิบัติยังคงเป็นการ “แยกส่วน” เรียนศาสนาครึ่งวัน เรียนสามัญครึ่งวัน โดยขาดการร้อยเรียงทฤษฎีวิชาการสากลเข้ากับหลักการอิสลามอย่างเป็นเนื้อเดียว เรายังไม่มีสถาบันระดับสูงที่นำนักสังคมวิทยามุสลิมอย่าง มาลิก บินนาบี หรือ อิบนุ ค็อลดูน มาจับคู่กับวิชาการจัดการสมัยใหม่ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนหรือความเหลื่อมล้ำในพื้นที่
2) ติดหล่มอยู่ในข้อพิพาทเชิงอุดมการณ์ดั้งเดิม
การศึกษาอิสลามในบ้านเราส่วนใหญ่ยังคงเน้นหนักไปที่การถกเถียงเรื่องประเด็นปลีกย่อยทางนิติศาสตร์อิสลาม (Feqh) หรือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแนวคิด เช่น จารีตนิยม กับ ปฏิรูปนิยม จนหลงลืมการมองภาพใหญ่ (Macro-vision) ในการสร้างอารยธรรมและการเผชิญหน้ากับความท้าทายยุคใหม่ เช่น AI, วิกฤตสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งที่บินนาบีเน้นย้ำว่าต้องก้าวข้าม
3) การขาดพื้นที่ศึกษาวิจัยเชิงนโยบายอย่างจริงจัง
การที่มาเลเซีย โดย IIUM และรัฐบาลของอันวาร์ อิบรอฮีม ตั้งสถาบันนี้ขึ้นมา เพราะเขาต้องการสร้าง “มันสมอง (Think Tank)” เพื่อผลิตนโยบายสาธารณะตามแนวคิด Malaysia Madani หรือ “มาเลเซียที่เจริญรุ่งเรืองด้วยจริยธรรมและความคิดสร้างสรรค์”
แต่ในส่วนของภาคใต้หรือมุสลิมไทย เรายังขาดสถาบันทางวิชาการที่มีศักยภาพในการแปลง “หลักการศาสนา” ให้กลายเป็น “นโยบายสาธารณะ” ที่จับต้องได้
บทสรุป
การศึกษาแนวคิดของ มาลิก บินนาบี จึงไม่ใช่การเรียนเพื่อกลับไปสู่อดีต แต่คือการเรียนเพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางปัญญา” เพื่อให้สังคมมุสลิมเติบโตในโลกสมัยใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นผู้ร่วมสร้างอารยธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริโภค หรือผู้ถูกล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
444 total views, 444 views today

More Stories
เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นข้อตกลง: การประยุกต์ใช้โมเดล SEA จะนะ ในการแก้ปัญหาไฟใต้
อิสลามสายกลาง: “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก เพื่อความเป็นหนึ่งในการพัฒนาชุมชน”
ผนึกกำลังประชาสังคม 6 จังหวัดใต้: สานพลังหุ้นส่วน “CSOs Forum 2026” ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน