อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ : เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
คำว่า “พัฒนาเศรษฐกิจเพื่อประชาชน” มักถูกใช้เป็นคาถาหลักในการอนุมัติงบประมาณลงสู่ชายแดนใต้ แต่บาดแผลกว่าสองทศวรรษของ “นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลปัตตานี” อ.ปะนาเระ กำลังเป็นอนุสาวรีย์คอนกรีตที่ตั้งคำถามว่า โครงการนี้ทำเพื่อชาวบ้านจริง หรือเป็นเพียงเหยื่ออันโอชะในวงจรผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมความมั่นคง?
มหากาพย์ 4 ยุคสมัย ที่ถูกแช่แข็งด้วยไฟใต้
นิคมฯ ฮาลาลปัตตานี ลากยาวผ่านรัฐบาลมาถึง 4 ยุคสมัย แต่กลับติดหล่มปัญหาความมั่นคงจนกลายเป็นอัมพาต:
- ยุคเริ่มต้น (พ.ศ. 2544 – 2549): รัฐบาลทักษิณอนุมัติงบซื้อที่ดินกว่า 600 ไร่ วาดฝันเป็น “ศูนย์กลางผลิตอาหารฮาลาลโลก”
- ยุคเผชิญไฟใต้ (พ.ศ. 2551 – 2557): รัฐบาลอภิสิทธิ์ถึงยิ่งลักษณ์ เริ่มสร้างอาคารแต่ก็ตกเป็นเป้าโจมตีหลายครั้ง
- ยุคปรับรูปแบบ (พ.ศ. 2557 – 2566): รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ โอนให้ กนอ. บริหาร แต่ยังถูกบุกวางระเบิดซ้ำ จนต้องลดขนาดเหลือเพียงศูนย์ SMEs และประกาศยุบเขตอุตสาหกรรม
- ยุค Soft Power (พ.ศ. 2566 – 2568): รัฐบาลเพื่อไทย (เศรษฐา-แพทองธาร) ปลุกกระแสฮาลาลสู่ตลาดโลกมุสลิม
ทว่าล่าสุดในรัฐบาลปัจจุบัน นิคมฯ แห่งนี้ก็ยังคงเผชิญวิบากกรรมเดิมๆ คือถูกกลุ่มคนร้ายบุกวางระเบิดซ้ำที่เก่า ตอกย้ำว่าโจทย์ความมั่นคงยังไม่เคยถูกแก้ (อ้างอิง https://www.isranews.org/article/south-news/scoop/146966-halalindustrial.html)
“อ้างประชาชน” แต่ใครได้ประโยชน์?
เมื่อโครงการไม่สามารถเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบ กลุ่มคนที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จึงไม่ใช่ชาวบ้าน แต่คือ:
- กลุ่มทุนผู้รับเหมา/ที่ปรึกษา: รับเนื้อๆ จากงบจัดซื้อที่ดิน ถมดิน และก่อสร้างสาธารณูปโภค ตั้งแต่โรงงานยังไม่ทันเริ่มผลิต
- วงจรอุตสาหกรรมความมั่นคง: ยิ่งพื้นที่ถูกโจมตี ยิ่งเป็นข้ออ้างในการขออนุมัติงบอารักขา ระบบรักษาความปลอดภัย และงบกำลังพลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- นักการเมือง: ใช้เป็นตั๋วขายฝันและเคลมผลงานเพื่อดึงคะแนนเสียง โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวปลายทาง
ต้นตอความล้มเหลว: ป่วยเจียนตาย เพราะ “ไม่ได้ทำ SEA” ก่อน
เหตุผลแท้จริงที่อภิมหาโครงการนี้ไปไม่รอด เพราะรัฐข้ามขั้นตอนสำคัญอย่าง SEA (Strategic Environmental Assessment) หรือ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือวางแผนรอบด้านก่อนตัดสินใจเชิงนโยบาย การไร้ SEA นำมาสู่รอยแผลใหญ่ 3 ประการ:
- มองข้ามภาพรวมระบบ: รัฐมองเห็นแต่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ประเมินมิติความมั่นคงและอัตลักษณ์พื้นที่ การนำสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ของรัฐไปตั้งในพื้นที่ขัดแย้งสูง จึงกลายเป็นการยื่น “เป้าซ้อมมือ” ให้ผู้ก่อความรุนแรง
- ขาดทางเลือกที่เหมาะสม: รัฐคิดแทนจากส่วนกลางว่าปัตตานีต้องมีนิคมฯ ยักษ์ ทั้งที่ทางเลือกที่ดีกว่าอาจเป็นการกระจายทุนสู่ SMEs รายย่อยหรือภาคเกษตรกรรมต้นน้ำ การดึงดันสร้างบนพื้นที่ 600 ไร่ จึงเป็นการลงทุนที่ผิดฝาผิดตัว
- ประชาชนเป็นแค่ฉากบังหน้า: ชุมชนไม่มีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับนโยบาย จึงขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership) เมื่อไม่มีเกราะป้องกันจากชุมชน โครงการจึงถูกทิ้งร้างได้ง่าย
EIA แค่แก้ปลายเหตุ ไม่เท่า SEA ที่แก้ต้นทาง: ที่ผ่านมารัฐมักทำเพียง EIA ซึ่งเป็นการตามแก้ผลกระทบเฉพาะจุดเปรียบเหมือน “ตรวจสุขภาพตอนป่วย” แต่หากทำ SEA ตั้งแต่ 20 ปีก่อน รัฐจะพบคำตอบทันทีว่าพื้นที่นี้ไม่เหมาะกับการทำนิคมฯ ขนาดใหญ่ และจะช่วยเซฟเงินภาษีไม่ให้ละลายหายไปนับพันล้านบาท
เมื่อมันร้าง… ใครจะรับผิดชอบ?
หากรัฐบาลและ กอ.รมน. ยังปล่อยให้นิคมฯ แห่งนี้เป็นเพียงอัมพาตและตกเป็นตัวประกันของความรุนแรง คำถามสำคัญคือ ใครจะรับผิดชอบต่อเงินภาษีพันล้านที่จมอยู่กับซากปรักหักพัง? และใครจะชดเชยโอกาสที่สูญหายไปกว่า 20 ปีของประชาชน?
ตราบใดที่รัฐยังพัฒนาโดยปราศจาก SEA และใช้ประชาชนเป็นข้ออ้างบังหน้า แผนดันเศรษฐกิจฮาลาลสู่เวทีโลกก็เป็นได้เพียงภาพฝันที่จับต้องไม่ได้ ท่ามกลางควันปืนและคราบน้ำตาของคนชายแดนใต้
2,194 total views, 517 views today

More Stories
ทลาย “อุตสาหกรรมความมั่นคง” กว่า 22 ปีไฟใต้: เมื่อพลังประชาสังคมจับมือการเมือง ใช้บทเรียน “ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์” ขับเคลื่อนสันติภาพ
ศอ.บต. ในภารกิจไฟใต้ ที่ควรจะเป็น ปัญหาและความท้าทาย จากทัศนะ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
ยุคสมัยแห่งสัญญาณเปลี่ยนผ่าน: มอง ‘ปาเลสไตน์’ ผ่านแว่นวิชาการ สู่ประวัติศาสตร์และเสียงสะท้อนแห่งมนุษยธรรม