อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ : เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทความชิ้นนี้สะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่แหลมคมจากผู้ที่เคยบริหารงานในพื้นที่จริงอย่าง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง โดยเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองปัญหาไฟใต้ในมิติความมั่นคงเพียว ๆ ไปสู่การรื้อถอนและปฏิรูป “โครงสร้างเชิงอำนาจ”
เพื่อช่วยวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ขอสรุปและจำแนกบทความนี้ออกเป็น “ความท้าทาย (โจทย์ยาก)” และ “ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (ทางออก)” ดังนี้
สรุปสาระสำคัญ: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ
1. ความท้าทายหลัก (Challenges)
- รัฐรวมศูนย์และอำนาจทับซ้อน: การกระจายอำนาจที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพลวงตา โครงสร้างส่วนกลางยังคงยึดโยงอำนาจไว้ เกิดโครงการที่ตรวจสอบยากและไม่ตอบโจทย์ท้องถิ่น ส่งผลให้เศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ยังคงโตต่ำกว่าเกณฑ์
- ผู้นำขาดความยึดโยง: ข้าราชการหรือผู้นำที่ถูกส่งมาจากส่วนกลางขาดความต่อเนื่อง และอาจไม่ได้รับความไว้วางใจ (Trust) จากคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
- การบังคับใช้กฎหมายที่ล้มเหลว: มีกฎหมายที่ดีอย่าง “มาตรา 12” (พ.ร.บ. ศอ.บต.) ที่สามารถจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำตัวเป็นเงื่อนไขสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับ “ไม่ถูกนำมาใช้”
- ช่องว่างทางวัฒนธรรมและโอกาส: ระบบการศึกษาที่ไม่สอดรับกับวิถีชีวิต ที่ต้องเรียนทั้งสามัญและศาสนา ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ และการมองข้ามอัตลักษณ์ทางภาษา/วัฒนธรรม แทนที่จะใช้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ
2. ข้อเสนอเชิงปฏิบัติเพื่อปลดล็อก (Solutions)
- ปฏิรูปที่มาของผู้นำ ศอ.บต.: ออกแบบกระบวนการสรรหาที่โปร่งใส ดึงประชาชนมีส่วนร่วม หรือพัฒนาไปถึงขั้น “การเลือกตั้งโดยตรง” เพื่อให้ได้ผู้นำที่คนในพื้นที่ยอมรับ
- เปลี่ยนบทบาทเป็น “พี่เลี้ยง” (Facilitator): ศอ.บต. ต้องเลิกทำตัวเป็นผู้สั่งการหรือลงมือทำเองทุกเรื่อง แต่ต้องเปลี่ยนเป็นผู้ออกแบบระบบ สนับสนุนทุนทางสังคม เช่น ระบบการเงินอิสลาม, อุตสาหกรรมฮาลาล และการใช้ภาษาถิ่นเพื่อการทูต/เศรษฐกิจ
- ฟื้นคืนชีพ “สภาที่ปรึกษาฯ”: เติมกระสุนด้านงบประมาณ และมอบอำนาจในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการคานอำนาจและเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน
- บังคับใช้กฎหมายอย่างกล้าหาญ: นำมาตรา 12 มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อตัดวงจรความไม่เป็นธรรม และพิสูจน์ให้เห็นว่า “นิติธรรมนำการเมือง” เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่คำขวัญสวยหรู

มุมมองวิเคราะห์เพิ่มเติม: “ปัญหาและความท้าทาย” ในโลกความจริง
แม้แนวคิดนี้จะถูกต้องตามหลักการบริหารและการทูตสากล แต่ในทางปฏิบัติ (Pragmatism) ยังต้องเผชิญกับด่านหินสำคัญ 3 ประการ
| มิติความท้าทาย | รายละเอียดและอุปสรรคในความเป็นจริง |
|---|---|
| 1. แรงต้านจากระบบราชการ (Bureaucratic Inertia) | การลดอำนาจส่วนกลางเพื่อเพิ่มอำนาจให้ ศอ.บต. และสภาที่ปรึกษาฯ จะต้องเจอกับแรงต้านจากกระทรวง/กรมเดิมที่เคยคุมงบประมาณ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างจึงต้องอาศัย “เจตจำนงทางการเมือง” (Political Will) ที่สูงมากจากรัฐบาล |
| 2. ดุลยภาพระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “การพัฒนา” | ในทางปฏิบัติ ศอ.บต. สายพลเรือน มักต้องทำงานซ้อนทับกับ กอ.รมน. สายความมั่นคง/ทหาร การจะให้ ศอ.บต. นำการเมืองและกฎหมายมาตรา 12 มาใช้ อาจเกิดการกระทบกระทั่งเชิงอำนาจกับฝ่ายความมั่นคงที่ยังมองเรื่องการควบคุมสถานการณ์เป็นหลัก |
| 3. ความพร้อมและการเมืองในพื้นที่ | การเปลี่ยนผ่านไปสู่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งหรือสรรหาโดยประชาชน เป็นเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งสร้างความชอบธรรม แต่อีกด้านก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองท้องถิ่นหรือกลุ่มอิทธิพลเดิมในพื้นที่ ซึ่งต้องมีกลไกคัดกรองที่รัดกุม |
บทสรุปเชิงลึก:
ข้อเสนอของ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง คือการเปลี่ยน ศอ.บต. จาก “เครื่องมือของรัฐเพื่อควบคุมพื้นที่” ให้กลายเป็น “สถาบันของพื้นที่เพื่อรับใช้ประชาชน” ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ทว่าความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่ “ทฤษฎี” แต่อยู่ที่ “ความกล้าหาญทางการเมือง” ที่จะทุบโครงสร้างราชการส่วนกลาง แล้วส่งคืนอำนาจการตัดสินใจให้แก่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง
หมายเหตุ เนื้อหา บทความ/รายงานฉบับเต็มดังนี้
ความหวังดับไฟใต้ ศอ.บต.รื้อใหญ่ ผู้นำยึดโยงพื้นที่
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แสดงวิสัยทัศน์ “ดับไฟใต้” แก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับทีมวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พันตำรวจเอก ทวี ให้น้ำหนักบทบาทการแก้ไขปัญหา และสร้างความหวังในการดับไฟใต้อย่างยั่งยืน ว่าคือกลไก ศอ.บต. แต่จะต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ตลอดจนวิธีการทำงานขององค์กรแห่งนี้ให้มีความยึดโยงกับคนในพื้นที่มากขึ้น ขณะที่รัฐบาลกลางต้องกระจายอำนาจการบริหารจัดการและงบประมาณให้อย่างเต็มที่ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการทำงานของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาฯ ศอ.บต.
หลักคิดของ พันตำรวจเอก ทวี คือ “โครงสร้าง” ต้องเปลี่ยน เพื่อปลดล็อกอนาคตชายแดนใต้
เมื่อ “โครงสร้าง” ต้องเปลี่ยน เพื่อปลดล็อกอนาคตชายแดนใต้
1. บทนำ: เสียงสะท้อนจากสนามจริง สู่โจทย์ปฏิรูประดับโครงสร้าง
ท่ามกลางความพยายามแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานาน บทสัมภาษณ์เชิงยุทธศาสตร์ของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. เปรียบเสมือนการ “เปิดแผนที่ความคิด” ที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องความมั่นคง หากแต่ฝังรากลึกอยู่ใน “โครงสร้างรัฐ” ที่ขาดเอกภาพและความยึดโยงกับประชาชน
สาระสำคัญของการถอดบทเรียนครั้งนี้ มิใช่เพียงการวิพากษ์อดีต แต่คือการเสนอ “นวัตกรรมเชิงโครงสร้าง” ที่มุ่งเปลี่ยน ศอ.บต. จากกลไกส่วนกลาง ไปสู่การเป็นองค์กรพลเรือนที่มีชีวิต มีความชอบธรรม และมีความหมายต่อผู้คนในพื้นที่อย่างแท้จริง
2. วิกฤตที่มองไม่เห็น: รัฐรวมศูนย์กับภาพลวงของการกระจายอำนาจ
หนึ่งในข้อสังเกตที่คมชัดที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่า “การกระจายอำนาจ” ในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นเพียง “การยึดอำนาจในรูปแบบใหม่” โครงสร้างราชการที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ทำให้เกิดองค์กรที่มีบทบาททับซ้อน แต่กลับไร้ความรับผิดชอบที่ชัดเจน งบประมาณที่ควรเป็นเครื่องมือพัฒนา กลับกลายเป็น “พื้นที่ปลอดความรับผิด” ของโครงการที่ไม่ผ่านกลไกตรวจสอบตามปกติ
ผลลัพธ์ปรากฏชัดในตัวเลข: รายได้เฉลี่ยของประชาชนในพื้นที่ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และห่างไกลจากประเทศเพื่อนบ้าน นี่ไม่ใช่เพียงความล้มเหลวของนโยบาย แต่คือสัญญาณเตือนว่า “โครงสร้างกำลังทำงานผิดทิศ”
3. ผู้นำกับความชอบธรรม: หัวใจของการเปลี่ยนผ่าน
บทเรียนสำคัญอีกประการคือ “ที่มา” ของผู้นำ
ศอ.บต. อาจมีโครงสร้างที่ออกแบบมาอย่างดีเพียงใด แต่หากผู้นำไม่ได้ยืนอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นจากประชาชน โครงสร้างนั้นก็ยากจะขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง การแต่งตั้งจากส่วนกลาง แม้บางช่วงอาจได้คนที่เหมาะสม แต่ก็ไม่อาจรับประกันความต่อเนื่องหรือความยั่งยืน
แนวคิดใหม่จึงเสนอให้ผู้นำต้องผ่านกระบวนการที่เปิดเผย โปร่งใส และ “ยึดโยงกับสาธารณะ” ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาที่มีส่วนร่วม หรือแม้แต่การเลือกตั้งโดยตรง เพื่อให้ผู้นำทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” ของสังคม เป็นผู้ฟังมากกว่าสั่งการ และเป็นผู้ประสานมากกว่าครอบงำ
4. กฎหมายที่มีอยู่ แต่ไม่ถูกใช้: ช่องว่างของความยุติธรรม
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ถูกกล่าวถึง คือ “มาตรา 12” ของ พ.ร.บ. ศอ.บต. ซึ่งให้อำนาจในการจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีเครื่องมือ” แต่คือ “ไม่ใช้เครื่องมือ” การปล่อยให้กฎหมายกลายเป็นเพียงตัวอักษร ทำให้ความไม่เป็นธรรมสะสม และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐโดยตรง การฟื้นพลังของกฎหมายจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิค หากแต่เป็นบททดสอบของ “ความกล้าหาญทางนโยบาย” และความเข้มแข็งของผู้นำ
5. ยุทธศาสตร์ใหม่: จากผู้สั่งการ สู่ “พี่เลี้ยงของพื้นที่”
การพัฒนาที่แท้จริงในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ไม่อาจขับเคลื่อนด้วยคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของผู้คน
การศึกษา คือหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุด เด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบหลังจบภาคบังคับ ไม่ใช่เพราะขาดศักยภาพ แต่เพราะขาดโอกาส โครงสร้างการเรียนรู้ที่ต้องแบกรับทั้งวิชาสามัญและศาสนา กลับไม่มีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม
เศรษฐกิจ ต้องก้าวข้ามกรอบเดิม ด้วยการเปิดพื้นที่ให้กับนวัตกรรม เช่น ระบบการเงินอิสลาม หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล ที่สามารถเชื่อมโยงกับโลกมุสลิมในวงกว้าง
ภาษาและวัฒนธรรม ไม่ควรถูกมองเป็นข้อจำกัด แต่คือ “ทุนทางสังคม” ที่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการทูต
บทบาทของ ศอ.บต. จึงควรเปลี่ยนจาก “ผู้ลงมือทำ” มาเป็น “ผู้ออกแบบระบบและพี่เลี้ยง” ที่ช่วยให้ท้องถิ่นเติบโตด้วยตนเอง
6. สภาที่ปรึกษา: กลไกถ่วงดุลที่ต้องฟื้นคืนชีวิต
อีกหนึ่งกลไกที่ถูกมองข้ามคือ “สภาที่ปรึกษา” ซึ่งควรทำหน้าที่เป็นดุลยภาพของอำนาจ หากสภาฯ ไม่มีงบประมาณ ไม่มีอิสระ และไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้จริง บทบาทก็จะเหลือเพียงในเชิงสัญลักษณ์ การปฏิรูปจึงต้องคืนอำนาจให้สภาฯ สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความไม่เป็นธรรม
นี่คือกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และทำให้นโยบาย “นิติธรรมนำการเมือง” ไม่เป็นเพียงวาทกรรม
บทสรุป: ศอ.บต. ของใคร?
คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า ศอ.บต. ควรมีโครงสร้างแบบใด แต่คือ
“ศอ.บต. เป็นของใคร”
หากคำตอบยังคงเป็น “ของรัฐส่วนกลาง” การปฏิรูปใด ๆ ก็อาจไม่เพียงพอ แต่หากสามารถเปลี่ยนให้เป็น “ของประชาชน” ได้จริง ผ่านผู้นำที่ยึดโยงกับพื้นที่ โครงสร้างที่โปร่งใส และกฎหมายที่ถูกใช้เพื่อความยุติธรรม เมื่อนั้น ศอ.บต. จะไม่ใช่เพียงหน่วยงานหนึ่งในระบบราชการ
แต่จะกลายเป็น “สถาบันแห่งความหวัง” ที่หล่อเลี้ยงสันติภาพด้วยความเป็นธรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน
อ้างอิง https://www.facebook.com/share/p/1BdrN7hLiK/?mibextid=wwXIfr
#ทวีสอดส่อง #วิสัยทัศน์ #วิจัย #ศอบต #สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
2,152 total views, 519 views today

More Stories
เขตอุตสาหกรรมฮาลาล: อ้างประชาชน แต่ใครได้ประโยชน์ในพื้นที่ความมั่นคง? และเมื่อมันร้าง…ใครจะรับผิดชอบ และเพราะมิได้ทำ SEA ก่อน
ทลาย “อุตสาหกรรมความมั่นคง” กว่า 22 ปีไฟใต้: เมื่อพลังประชาสังคมจับมือการเมือง ใช้บทเรียน “ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์” ขับเคลื่อนสันติภาพ
ยุคสมัยแห่งสัญญาณเปลี่ยนผ่าน: มอง ‘ปาเลสไตน์’ ผ่านแว่นวิชาการ สู่ประวัติศาสตร์และเสียงสะท้อนแห่งมนุษยธรรม