อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ : เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

5 พฤษภาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลาและปัตตานี โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เดินหน้ามาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว เตรียมส่งไม้ต่อให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
แม้จะมีกระแสท้าทายจากฝ่ายการเมือง แต่อาจารย์ผู้รับผิดชอบยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักวิชาการและฉันทามติ พร้อมชี้ว่า SEA สามารถเปลี่ยนความขัดแย้งสุดโต่งให้กลายเป็น “พิมพ์เขียวสันติภาพ” ได้จริง
จับตาความขัดแย้งเชิงนโยบาย: สายการเมือง VS สายวิชาการ
โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีข่าววงในคาดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อาจเดินหน้าโครงการโดยไม่รอผล SEA ที่ใช้เวลาศึกษานานกว่า 3 ปี และใช้งบประมาณภาษีประชาชนเกือบ 20 ล้านบาท
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนว่า หากไม่ยึดผลการศึกษา งบประมาณและกระบวนการมีส่วนร่วมที่ผ่านมาอาจสูญเปล่า
อย่างไรก็ตาม ภาควิชาการยังคงเดินหน้าตามกระบวนการ โดย รศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระบวนการ SEA ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และเตรียมนำเสนอต่อสภาพัฒน์ฯ เพื่อส่งต่อให้ ครม. พิจารณา พร้อมแนบข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนและภาคเอกชนในพื้นที่ประกอบ
“จะนะเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูง เพราะมีทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ สองกระแสที่ต่างกันจึงต้องใช้ข้อมูลทางวิชาการเข้ามาประเมินผลกระทบและความคุ้มค่า โดยต้องระมัดระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น”
— รศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ
กระบวนการ SEA: ยึด “ฉันทามติ” ไม่ใช้เสียงข้างมาก
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้จัดเวทีรับฟังและพูดคุยมามากกว่า 100 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ อ.ระโนด อ.จะนะ ไปจนถึงจังหวัดปัตตานี เพื่อประเมินทุน 4 ด้านหลัก ได้แก่
- ทุนเศรษฐกิจ
- ทุนสังคม
- ทุนวัฒนธรรม
- ทุนทรัพยากร
โดยมีเป้าหมายสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 5 มิติ คือ
- เศรษฐกิจ
- สังคม
- ทรัพยากร
- คุณภาพชีวิต
- สุขภาพ
ในการประชุมเวทีล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีประเด็นถกเถียงสำคัญ 2 เรื่อง ซึ่งจบลงด้วยกระบวนการ “ถอยคนละก้าว”
1. ประเด็นเขตอนุรักษ์ (OECMs)
ภาคประชาชนเสนอให้ระบุมาตรการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตคุ้มครอง แต่ภาคเอกชน โดยเฉพาะหอการค้า มองว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา แม้จะมีข้อเสนอให้ใช้การโหวตตัดสิน แต่มหาวิทยาลัยปฏิเสธแนวทางดังกล่าว และยืนยันใช้หลักเหตุผลจนเกิดฉันทามติร่วมกัน โดยฝ่ายประชาชนยอมถอนข้อเสนอเรื่อง OECM ออก แต่ยังคงหลักการโซนนิ่งพื้นที่อนุรักษ์ไว้
2. ประเด็นท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่
ภาคเอกชนเสนอให้สร้างท่าเรือน้ำลึกใหม่ แต่เมื่อผลศึกษาทางวิชาการชี้ว่า
“ท่าเรือน้ำลึกเดิมที่มีอยู่ยังรองรับได้ และควรใช้ให้เต็มศักยภาพก่อน”
ฝ่ายเอกชนจึงยอมถอนข้อเสนอดังกล่าวออกไป
“ม.อ. ทำงานบนหลักการไม่เข้าข้างฝ่ายใด ข่าวที่บอกว่า ม.อ. ถอยเรื่อง OECM จึงไม่จริง แต่เป็นการที่แต่ละฝ่ายยอมถอนเรื่องที่ตัวเองต้องการ เพื่อมาเจอกันตรงจุดสมดุล เป็นบทจบที่สวยงาม”
— รศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ
บทวิเคราะห์: “จะนะโมเดล” พิมพ์เขียวใหม่แก้ไฟใต้?
นายสมบูรณ์ คำแหง ได้ร่วมวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ว่า กระบวนการ SEA ของจะนะที่ดำเนินมาเกือบ 4 ปี ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ “โมเดลการสร้างสันติภาพ” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. เปลี่ยนจาก “แพ้-ชนะ” สู่ “เป้าหมายร่วม”
เปลี่ยนคำถามจาก
“จะสร้างหรือไม่สร้างนิคมฯ”
ไปสู่
“จะพัฒนาบ้านเกิดอย่างไรให้ยั่งยืน”
โดยใช้ข้อมูลจริง (Fact) เป็นฐานในการพูดคุย
2. ใช้ “สานเสวนา” แทนการเจรจาต่อรอง
กระบวนการ SEA เน้นการฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่การเอาชนะ ให้คุณค่ากับเสียงของชาวบ้านรากหญ้าเท่ากับนักวิชาการและหน่วยงานรัฐ ช่วยลดอุณหภูมิความขัดแย้ง และสร้างความไว้วางใจ (Trust Building)
3. การมีส่วนร่วมจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up)
โมเดลนี้ดึงภาคประชาชนเข้ามาเป็นตัวละครหลัก (Third Track) ไม่ใช่ปล่อยให้เหลือเพียงคู่ขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับผู้เห็นต่างเพียงสองฝ่าย
ความท้าทายและก้าวต่อไป
แม้กระบวนการ SEA จะได้รับคำชื่นชมว่าเป็นทางออกที่สวยงาม แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ “ความจริงใจของรัฐบาล” ว่าจะยอมรับผลการศึกษาที่เป็นวิทยาศาสตร์นี้ไปปฏิบัติจริงหรือไม่ หรือท้ายที่สุด จะเลือกเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมหนัก เช่น ท่าเทียบเรือก๊าซ โรงไฟฟ้า และสวนอุตสาหกรรมเคมี ตามแรงขับเคลื่อนทางการเมือง โดยละทิ้งเสียงของประชาชน หากในการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลาในเดือนมิถุนายนนี้ รัฐบาลยอมรับและนำผล SEA ไปสู่การปฏิบัติจริง ย่อมจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า
“ทางออกของประเทศไม่ได้อยู่ที่การใช้อำนาจหักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนเห็นต่างได้ร่วมกำหนดอนาคตตัวเอง”
และนั่นอาจกลายเป็น “พิมพ์เขียวสันติภาพ” สำคัญของชายแดนใต้อย่างแท้จริง
139 total views, 2 views today

More Stories
เขตอุตสาหกรรมฮาลาล: อ้างประชาชน แต่ใครได้ประโยชน์ในพื้นที่ความมั่นคง? และเมื่อมันร้าง…ใครจะรับผิดชอบ และเพราะมิได้ทำ SEA ก่อน
ทลาย “อุตสาหกรรมความมั่นคง” กว่า 22 ปีไฟใต้: เมื่อพลังประชาสังคมจับมือการเมือง ใช้บทเรียน “ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์” ขับเคลื่อนสันติภาพ
ศอ.บต. ในภารกิจไฟใต้ ที่ควรจะเป็น ปัญหาและความท้าทาย จากทัศนะ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง