โดย: อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
13 มีนาคม 2569
คำกล่าวของ Recep Tayyip Erdoğan ประธานาธิบดีตุรกี

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในกิจกรรมที่ นครอิสตันบูล
เออร์โดอานกล่าวว่า:
• ผมรู้สึกเศร้าใจที่โลกอิสลามในช่วงวันอันประเสริฐเหล่านี้ กำลังเผชิญกับความขัดแย้ง สงคราม น้ำตา และเลือดเนื้อ
• ตั้งแต่ ปาเลสไตน์ ไปจนถึง อาระกัน และจากแอฟริกาไปจนถึงลาตินอเมริกา เราอยู่เคียงข้างพวกท่าน ในยามที่ประชาคมระหว่างประเทศละทิ้งความรับผิดชอบของตน เราจะยังคงอยู่เคียงข้างพวกท่าน ผ่านสถาบันทางการของรัฐ และผ่านองค์กรภาคประชาสังคมของเรา
• พวกเราทุกคนอยู่ในสภาพของการระดมกำลัง เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม เช็ดน้ำตาของพวกเขา และปลอบประโลมบรรดาเด็กกำพร้า
• ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ตุรกีจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างผู้ถูกอธรรม จะไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม และจะไม่เงียบงันหรือยอมจำนนต่อแรงกดดัน
• นอกจากเพียงไม่กี่ประเทศ สถาบัน และองค์กร ที่ยังคงมีมโนธรรมและความกล้าหาญแล้ว แทบไม่มีใครยืนหยัดต่อต้านความอยุติธรรมในภูมิภาคของเรา และไม่มีใครพยายามหยุดยั้งมัน
• เรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาใหม่ ที่เรียกร้องให้เราต้องเพิ่มจังหวะการทำงานของเรา และต้องมีความยืดหยุ่นและความกล้าหาญมากยิ่งขึ้น
“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ตุรกีจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างผู้ถูกอธรรม”
— ประธานาธิบดีตุรกี Recep Tayyip Erdoğan
วิเคราะห์บทบาทตุรกีในเวทีโลก
คำกล่าวของประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอาน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ทิศทางนโยบายต่างประเทศ และ การวางตัวของตุรกีในเวทีโลก ผ่านมิติสำคัญหลายประการ ดังนี้
1. การวางบทบาทเป็น “ผู้นำโลกอิสลาม”
การหยิบยกประเด็นความขัดแย้งตั้งแต่ อาระกัน (โรฮีนจา) ปาเลสไตน์ ไปจนถึงแอฟริกา สะท้อนว่าแอร์โดอานพยายามย้ำจุดยืนของตุรกีในฐานะ “กระบอกเสียง” และ “ผู้อุปถัมภ์” ของชาวมุสลิมที่ตกทุกข์ได้ยากทั่วโลก โดยใช้ “อัตลักษณ์ทางศาสนา” เป็นตัวเชื่อมโยงเพื่อสร้างความชอบธรรมและความเป็นปึกแผ่นในกลุ่มประเทศมุสลิม
2. การวิพากษ์วิจารณ์ระเบียบโลกปัจจุบัน
วลีที่ว่า “ประชาคมระหว่างประเทศละทิ้งความรับผิดชอบ” สะท้อนถึงความไม่พอใจต่อกลไกของโลก เช่น องค์การสหประชาชาติ หรือมหาอำนาจตะวันตก ที่เขามองว่าไร้ประสิทธิภาพหรือเลือกปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาความอยุติธรรม นี่เป็นการตอกย้ำวาทะคลาสสิกของเขาที่ว่า “The world is bigger than five” (โลกกว้างใหญ่กว่าสมาชิกถาวร 5 ประเทศของ UNSC)
3. นโยบายต่างประเทศเชิงรุก (Proactive Foreign Policy)
คำว่า “เพิ่มจังหวะการทำงาน” และ “มีความยืดหยุ่นและกล้าหาญ” บ่งบอกว่าตุรกีจะไม่ใช้เพียงแค่ “Soft Power” หรือการทูตแบบเดิมๆ แต่จะใช้ทั้งสถาบันรัฐ และภาคประชาสังคม เช่น TİKA หรือ AFAD เข้าไปมีบทบาทโดยตรงในพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อขยายอิทธิพลและสร้างพันธมิตรในระดับฐานราก
4. การสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำผู้ไม่ยอมจำนน”
การใช้ประโยค “ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่” เป็นการแสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยว (Strongman Leadership) เพื่อ
• ในประเทศ: สร้างคะแนนนิยมจากกลุ่มฐานเสียงอนุรักษ์นิยมที่รักชาติ
• ระหว่างประเทศ: ส่งสัญญาณว่าตุรกีจะไม่ยอมก้มหัวให้กับแรงกดดันทางการเมืองหรือเศรษฐกิจจากมหาอำนาจอื่น หากสิ่งนั้นขัดต่อหลักการที่เขายึดถือ
โดยสรุป
คำพูดนี้คือการประกาศ “มนุษยธรรมนิยม” ในเวทีโลก โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ ตุรกี จากการเป็นเพียง “สะพานเชื่อมตะวันออก-ตะวันตก” มาเป็น “ตัวแสดงหลัก” ที่กล้าท้าทายขั้วอำนาจเดิมเพื่อปกป้องมนุษยธรรมค้ำจุนโลก
6,072 total views, 2 views today

More Stories
บทบาทของ อับดุลสุโก ดินอะ ในฐานะนักวิชาการและฟันเฟืองสำคัญของภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้
การพิทักษ์เกียรติภูมิสถาบันการศึกษาอิสลาม: การยืนหยัดบนความสัตย์จริงภายใต้กฎหมายและหลักการศาสนา
ถ้ากอ.รมน.นำนโยบายสมช.ไปใช้จริงๆ ปัญหาชายแดนใต้ก็จะทุเลา