โดย มุฮำหมัด ล่าเม๊าะ
#วันนี้ (วันศุกร์ที่27 มีนาคม 2563 )มันเกิดอะไรขึ้น?
เป็นคำถามที่ไม่มีใครรถามแต่อยู่ๆก็ได้ยินในหู เมื่อบ่ายแก่ของวันที่แดดร้อนเดือน5 เป็นวันที่ชาวบ้านมาช่วยกันทำความสะอาดมัสยิดเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่าโควิด 19
ขณะที่เพื่อนหลายคนต่างก็ช่วยกันขนโต๊ะ ตู้ เอกสาร กวาดขยะ ถูพื้น ฉีดน้ำยาทั้งนอกและในมัสยิด แต่อีกมุมหนึ่งมีผู้ชายต่างวัย 2 คน คนหนึ่งสูงอายุ อีกคนก็กลางคนสองคนกำลังนั่งคุยกัน
หุเส็น พูดขึ้นว่า “นี่เป็นครั้งแรก”
หะสัน ถามว่า “อะไรล่ะบอกมังฮ้า” (บอกด้วยครับ)
หุเส็นสายหน้านิดนึงแสดงให้หะสันรู้ว่า เขาไม่บอก พร้อมกับพูดย้ำอีกทีว่า”มึงไม่ต้องรู้สักเรื่องได้มัย” จากนั้นทั้งสองก็คุยสัพเพเหระอยู่พักใหญ่ แล้วหุเส็นก็พูดขึ้นว่า “เฮ้ วันนี้คนมามาก มาช่วยกันกวาดมัสยิด พวกผู้หญิงมากวาดอยู่ทุกเช้าวันศุกร์แต่วันนี้ผู้ชายก็หลายคน”
หะสัน พูดแทรกขึ้นว่า “เรามาอยู่เหมือนกันว่างก็มา ไม่ว่างก็ไม่มา แต่สวนมากก็ไม่ได้ว่าง”
ฮุเส็นก็พูดว่า “กูไม่เคยมาเลย ได้ยินพวกผู้หญิงคุยกันอยู่ว่าไม่หอนเห็น(ไม่เคยเห็น)”
หุเส็นหยุดนิ่งสักพัก หะสันถามขึ้นว่า “ว่าแลงพรือนิ”หุเส็น ตอบทันที
หะสัน ถามว่า “แล้วจริงหม้ายละ”
หุเส็น ตอบอย่างเร็วๆว่า “เราก็เหมือนกัน
โต๊ะคอเต็บบอก คนโน้นสอน คนนี้ชวน คนนั้นชวนให้เราช่วยกันมามัสยิดแต่เราก็ไม่มีใครใคร่จะมาทั้งไม่ใช่เหนื่อยอะไร”
ทั้งสองนั่งพักกินน้ำไปพลางคุยกันไปพลางอยู่ๆ
หะสันก็พูดขึ้นก่อนอีกว่า “เฮ้ เรานั่งแลมัสยิดคิดหลบหลัง(คิดย้อนไปอดีต}ตอนที่เราสร้างมัสยิด เราออกแรง ไปถางป่า เก็บข้าวจ้าง ทั้งร่างกายและทรัพย์สินทั้งกลางวันและกลางคืน มันเหน็ดมันเหนื่อยแต่เรามาเพราะอยากให้มีทำเหมือนกับว่่าเราจะไม่ทิ้งมันเราจะมาละหมาดญะมาอะมันทุกวันเวลา เราขาดไม่ได้เราต้องอยู่กับมัสยิดตลอด แต่พอสร้างเสร็จเราก็ไม่เคยมาดูเลย ไม่เคยมาละหมาด มามังกะนานทีปีหนเราไม่ละหมาดที่มัสยิดกันเลย มีคนแหลง(พูด)เล่นกับเราว่าเคยพ้นไปมัสยิดบ้างไหม กูบอกว่ากูพ้นไปมัสยิดทุกวันเลย
หุเส็นพูดว่า “ดีแหละเราต้องทำอย่างนั้นแหละ”
หะสันพูดเสียงช้าๆว่า.”ไม่ใช่พันนั้นที”
หุเส็นพูดสวนขึ้นมาว่า “อ้าวแล้วเป็นพันพรื่อล่ะ
หะสันตอบช้าๆว่า” คือเป็นแบบนี้เราขี่รถมาทางนี้ทุกวันพ้นทางนี้ทุกวันแต่ไม่เคยเข้าไปมัสยิดเลยคือพ้นมัสยิดนั่นแหละว่ะ555″
หุเส็นหัวเราะพลางพูดว่า “ฮ่าๆๆพันนั้นเนาะ)” คุยกันมาได้ระยะหนึ่ง
หุเส็นก็หน้าเหมือนไม่สบายใจแล้วพูดขึ้นเบาๆว่า”กูก็ไม่สบายใจเลยเพราะกู
เขาว่ากูได้แต่บอกคนอื่นแต่กูไม่ได้ทำกูบอกให้คนอื่นมาช่วยงานมัสยิดแต่กูไม่ค่อยได้มาช่วยกัน นั้นเป็นการจะมาร่วมทำเวร กับพวกผู้หญิงกูก็ไม่เคยมากูรู้สึกว่ากูขาดความรับผิดชอบมากนะมึงหล่าว
กูรู้สึกมีความผิดมากกว่ามึงหลายเท่ากูรับผิดชอบมากกว่ามึงหลายเท่าวันนี้กูรู้สึกว่ากูไม่มีอะมะานะฮฺเลย”
หะสันได้ถามทันทีว่าอะไรคืออามานะ
หุเส็นตอบว่า” เอามานะคือความรับผิดชอบคือเวลาผิดก็ต้องรับว่าผิด เวลาชอบก็ต้องรับไม่ใช่รับเฉพาะแต่เวลาชอบแต่เวลาผิดไม่รับ เข้าใจหม้าย”
หะสันพูดว่า” เออเราได้ยินเขาแหลงประจำว่าอามานะอฺๆอยู่เรื่อยๆแต่ไม่เข้าใจนี่แหละเพิ่งเข้าใจวันนี้เอง”
ทั้งสองคนนั่งคุยกันนานมากจนดูเหมือนว่าการพูดคุยกันสองครั้งนี้จะมีอะไรที่เป็นพิเศษมากๆ สักครู่
หะสันก็พูดว่า” อัลฮัมดูลิลละห์เราได้มีโอกาสมาทำความสะอาดมัสยิดวันนี้ทำให้เราคิดว่า”
แล้วก็มีเสียงดังขึ้นที่ลำโพงบอกว่ามีคำสั่งจากสำนักจุฬาราชมนตรีคำสั่งประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดหนังสือจากสมาคมผู้หญิงบริหารมัสยิดดอำเภอจะนะได้ประกาศภาวะฉุกเฉินให้พี่น้องมุสลิมทุกมัสยิดงดการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสยิดงดละหมาดวันศุกร์ตั้งวันศุกร์ที่ 267 มีนาจนกว่าสถานการณจะคลี่คลาย การจัดการศพเพราะาไวรัส 19 ได้แพร่ระบาดอย่างหนักแล้ว”
ทั้งสองได้ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจสักครู่หนึ่ง
หะสันได้พูดเบาๆแต่คนข้างๆก็ได้ยินว่า” เราคิดทันทีเลยบังหุเส็นว่าที่ผ่านมาเหมือนเราเอาลูกรักมาตั้งไว้แล้วเราก็กลับโดยที่ไม่ได้เหลียวหลังมาเลย”
หุเส็นพูดขึ้นว่าแหลงตรงๆมาเลยเราไม่รู้ฟัง
หะสัน” ตอบว่าคือเรามาร่วมกันสร้างมัสยิดลงทุนลงแรงไปมากมายแต่พอสร้างเราก็ไม่มาละหมาดที่มัสยิดเลย ใตรชวนใครใช้เราไม่สนใจ เราไม่เคยฟัง ”
หุเส็นจึงถามต่อว่า” แล้วพันพรือต่อ”
หะสันพูดต่อว่า ‘เรามาอาบน้ำให้มัสยิดที่มีแต่ร่างไร้วิญญาณมาทำความสะอาดหวังว่าจะมาละหมาดเดือนบวชปีนี้แหละ’
หุเส็นบอกว่า” นานเลยถ้าบังเอิญมาตายวันนี้คืนนี้พรุ่งนี้ก็ไม่มีโอกาสได้มาละหมาดที่มัสยิดเลย”
หะสันทำตากว้างแล้วพูดขึ้นทันทีว่า “เออจริงๆด้วย”
เขาพูดต่อว่า “แต่พอเขาประกาศว่าให้งดละหมาดญามาอะงดวันละหมาดวันศุกร์มันคิดมากเลยที่ผ่านมาเราคิดไม่ได้เราไม่สนใจพอเราคิดแต่เขางด”
หุเส็นพูดให้กำลังใจหะสันว่า” ไม่เป็นไรเราตอบัต กลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลลฮฺ อัลลอฮฺจะให้อภัยเราเสมอขอให้เราอย่าสิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ
หะสันพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไปเรื่อยๆว่าทุกวันแม้เราไม่ได้มาแต่คนอื่นเข้ามาอยู่บ้างอย่างน้อยวันละ 5 ครั้งแต่วันนี้เรามากันเต็มเรามาทำความสะอาดเรามาทำจนสำเร็จเราก็หันหลังหลบบ้าน(กลับบ้าน)คงจะได้ยินเสียงของมัสยิดร้องไห้ เพราะมันรู้สึกว่าไม่ใครรักมัน มันจอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวอ้างว้างขาดเพื่อนและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเราจะกลับมาดูแลมันอีกมาเยี่ยมมันอีกและมันคงจะร้องไห้จนกว่าอัลลอฮฺจะให้โอกาสกับเราได้มาที่นี่(มัสยิด)อย่างปกติ
ก
จากนั้นทั้งสองก็จับมือกันเหมือนกับจะสัญญากันต่อไปว่า ต่อไปเราจะพยายามมาละหมาดญามาอะที่มัสยิดจะชวนพี่ๆน้องๆและเพื่อนๆมาร่วมกันละหมาดที่มัสยิดเราจะไม่ปล่อยให้มันร้องไห้อีกต่อไปแล้ว
วันนี้อัลลอฮฺให้มีมัสยิดแต่มีคำสั่งให้เรางดละหมาดญะมาอะที่มัสยิด วันศุกร์ก็งด วันที่มีมัสยิดมีเวลาแต่ชีวิตของเรามาถึงฮัลกุมทุกอย่างจะขาดสะบั้นวันนั้นมัสยิดไม่ได้ร้องไห้แต่เราจะนอนร้องให้ในกุโบร์คนเดียว
ขอบคุณพระองค์ที่ให้โควิดมาเตือนใจ
1,456 total views, 2 views today
More Stories
SEC ภาคใต้กับSEA สงขลา-ปัตตานี
สู่พรบ.สันติภาพ เพื่อประกันกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้
ฮัจญ์ไทยในภารกิจทูตสันติภาพใน 3 ภารกิจ จชต.