วันอังคาร , พฤษภาคม 22 2018
Breaking News
Download http://bigtheme.net/joomla Free Templates Joomla! 3
Home / คอลัมน์ / เปิดวาร์ปจุดชมวิวแห่งใหม่เมืองยะลา “เขาโต๊ะสาเฮะห์” ชมวิวเมืองยะลาในยามราตรี สัมผัสทะเลหมอกในยามเช้า

เปิดวาร์ปจุดชมวิวแห่งใหม่เมืองยะลา “เขาโต๊ะสาเฮะห์” ชมวิวเมืองยะลาในยามราตรี สัมผัสทะเลหมอกในยามเช้า

 

เปิดวาร์ปจุดชมวิวแห่งใหม่เมืองยะลา “เขาโต๊ะสาเฮะห์” ชมวิวเมืองยะลาในยามราตรี สัมผัสทะเลหมอกในยามเช้า

“ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน”คำขวัญจังหวัดยะลา หนึ่งในจังหวัดที่มีคำขวัญที่สั้นที่สุดในประประเทศไทย แต่นัยยะของความหมายนั้นแผงไปด้วยความงดงามที่ถูกเล่าต่อกันแบบยาวๆเมื่อได้มาเยือนถิ่นยะลาแห่งนี้ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วิถีวัฒนธรรม และธรรมชาติ ที่ล้วนมีเอกลักษณ์ น่าค้นหา โดยเฉพาะส่วนของตัวเมืองยะลานั้น ได้รับการกล่าวขานว่ามีการวางผังเมืองที่สวยและเป็นระเบียบที่สุดติดอันดับโลกเลยทีเดียว บทความนี้จึงขอพาทุกท่านมาสัมผัสกับความสวยงามUnseenเมืองยะลาให้ได้ฟินส์กันแบบนั่งไม่ติด เพราะสถานที่ที่เราจะพาไปนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมแห่งใหม่ใกล้ตัวเมืองยะลา ซึ่งขอบอกเลยว่าเป็นที่สถานที่ที่ท่านจะได้พบกับการผจญภัยโดยการปีนสู่ยอดเขาความสวยงามของดาวบนดินวิวเมืองยะลาในยามค่ำคืน ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทะเลหมอกในยามเช้าความงดงามทางวิถีของชาวตะโล๊ะและความสุขที่มิอาจลืม นั่นคือ “ยอดเขาโต๊ะสาเฮะห์”บ้านตะโละ หมู่5 ต.ลิดล อ.เมือง จ.ยะลา

ก่อนที่แอดมินจะพรรณนาถึงความสวยงามทั้งมวลของที่นี่นั้น แอดมินขอแนะนำเส้นทางในการเดินทางก่อนซึ่งขอบอกว่าสะดวกมาก เพราะห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 10 กิโลเมตรโดยเริ่มออกเดินทางจากอำเภอเมืองยะลาไปตามถนนสายเพชรเกษม-สามแยกบ้านเนียง เลี้ยวขวาไปประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงปากทางเข้าสำนักงาน อบต.ลิดล จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามถนนลาดยาง ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงสำนักงาน อบต.ลิดล ซึ่งตั้งอยู่ทางซ้ายมือตรงข้ามกับโรงเรียนบ้านบาตันขับตรงต่อเข้าไปจะถึงหมู่บ้านและพบกับทีมไกด์ที่จะพาเรานำเที่ยวใช้เวลาเดินทาง15นาทีก็จะถึง รู้เส้นทางกันแล้ว…เริ่มกันเลย

ทีมงานได้ติดต่อไกด์นำเที่ยวในพื้นที่ ชื่อว่า นายสุบรี ดือราเซะมิง หรือ แบซูประธานกลุ่มนำเที่ยวเขาโต๊ะสาเฮะห์ เรานัดหมายกันที่โรงเรียนบ้านบาตันเวลาประมาณ 18.00 น. เมื่อเจอกันแล้วแบซูก็พาพวกเรายังจุดจอดรถ และเตรียมของพร้อมออกเดินทางด้วยการเดินเท้า ระหว่างทางเราจะพบเจอกับชาวบ้านรายทางที่ส่งยิ้มและคำทักทายถามไถ่ว่า “ไปขึ้นเขากันหรอ?” คำถามนั้นไม่น่าแปลกใจเท่าคำพูดต่อจากนั้นว่า “พวกเราอยู่มาตั้งแต่เกิดยังไม่เคยได้ขึ้นไปเที่ยวบนนั้นเลย”แบซูจึงบอกพวกเราว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่ไม่ค่อยมีใครได้ขึ้นไปเพราะพวกเขาเองใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและพวกเขาเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนสนใจมาเที่ยวได้ จึงไม่คิดว่าข้างบนเขานั้นจะมีอะไรดีและมีสิ่งที่สวยงามน่าหลงใหลแบบนี้ แบซูได้เล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นของการทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งว่า “ตัวแบซูเองเป็นคนในพื้นที่ขึ้นไปเที่ยว ไปสำรวจพบว่ายอดเขาแห่งนี้มีความสวยงามของธรรมชาติ จึงคิดว่าสถานที่นี้น่าจะไม่แพ้จุดชมวิวที่อื่นๆ จนเมื่อเดือนตุลาคมปี 2559 ได้เริ่มชักชวนเพื่อนที่เป็นกลุ่มช่างภาพขึ้นไปถ่ายรูปแล้วลงสื่อโซเชี่ยว ทำให้มีกลุ่มคนเริ่มติดต่อเข้ามาท่องเที่ยวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

กลับมาที่การเดินทางกันต่อ นอกจากเราจะพบเจอวิถีผู้คนรายทางแล้ว เรายังจะได้เห็นธรรมชาติรายทางกับบรรยากาศที่บริสุทธิ์สองข้างทาง เราเดินผ่านคันนาที่เขียวชอุ่ม เดินผ่านสวนยางเรียงรายสวยงาม จนเวลา 18.30 นาที เราได้หยุดเดินเพื่อแวะละหมาดที่บ้านทีมไกด์อีกหนึ่งคนซึ่งอยู่บริเวณทางขึ้นตีนเขา หลังจากนั้นเวลา 18.45 เราเริ่มเดินทางกันต่อ ตอนนั้นท้องฟ้ามืดแล้ว เรากำลังเดินทางเข้าสู่ป่า แบซูจะเป็นคนเดินนำและมีไฟฉายส่องอยู่ที่หัวพวกเราเดินตามและมีไกด์อีกคนเดินปิดท้ายระวังหลัง เส้นทางในความมืดตอนขึ้นเขาก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะทางขึ้นนั้นเป็นทางเดินไปสวนยางของชาวบ้าน ซึ่งแบซูบอกว่าชาวบ้านที่นี่ใจดีมากให้ความร่วมมืออนุญาตให้เรานำนักท่องเที่ยวเดินผ่านทางได้ ทางเดินขึ้นเขาเริ่มสูงชันขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกได้ถึงการผจญภัยในความมืด ด้วยความเหนื่อยและไม่ชินกับการเดินขึ้นเขาทีมเราจึงขอหยุดพักทุกๆ 3 นาที พักไปคุยไป แบซูบอกว่าทุกคนสามารถขอหยุดพักได้ตามสบาย เพราะเวลากลางคืนเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องเร่งกับเวลาในการชมทะเลหมอกในยามเช้า เราจึงไปกันแบบชิวๆหยุดพักตลอดทาง (เหนื่อยก็พัก เราไม่ฝืน 555) และแล้วก็ถึงจุดหมายของการเดินทาง ซึ่งระยะทางในการปีนขึ้นเขานั้นไม่ถึง 2 กิโลเมตร ทีมเราใช้เวลาในการเดินขึ้น 1 ชั่วโมงกว่าๆ

เมื่อถึงจุดหมายตอนนั้นเวลาประมาณ 20.00น. แบซูก้าวไปก่อนและบอกให้เรารอเพียงอึดใจเดียวจากนั้นแบซูก็เรียกทีมเราขึ้นไป วินาทีที่ได้ ได้ก้าวขึ้นไปถึงนั้นสิ่งแรกที่เห็นคือความสวยงามของวิวเมืองยะลาในยาวค่ำคืนที่ส่องแสงไฟระยิบระยับเสมือนดาวบนดิน และบรรยากาศที่เย็นสบายต่างจากตอนที่กำลังเดินขึ้นมา(เหงื่อท่วม)ทำให้เราลืมความเหนื่อยล้าตอนนั้นไปได้เลย พวกเราได้เอนตัวลงนอนเงยหน้ามองท้องฟ้าสิ่งเราเห็นพร้อมกันนั้นทุกคนในทีมถึงกับร้อง “ว๊าวววววววววว” ดวงดาวเต็มท้องฟ้าส่องแสงระยิบระยับไม่แพ้เบื้องล่างเลย “นี่คือความสุข”น้องกิ๊ฟและเดอะยีทีมงานที่ร่วมทางมาด้วยกันถึงกับเอ่ยคำนี้พร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย มันสวยงามเกินกว่าภาพที่เห็นและเกินกว่าที่แอดมินจะพรรณนาได้

หลังจากที่เราได้พักเหนื่อยชมความงามของดาวบนดินและดาวบนฟ้าตรงจุดนี้ประมาณ 5 นาที แบซูบอกพวกเราว่าต้องขึ้นไปอีกประมาณ 20 ก้าว บนยอดเขาเพื่อหาจุดกางเต็นท์นอน เมื่อถึงยังจุดนั้นแล้วแบซูและทีมงานก็เริ่มก่อไฟ และกางเต็นท์ให้กับทีมเรา ส่วนพวกเราก็ได้เวลานำอาหารที่เตรียมออกมา (อ้อ…ลืมบอกไปว่าทุกคนที่จะมาเที่ยวที่นี่ต้องเตรียมอาหารมากันเองนะคะ) อาหารที่เราเตรียมไปนั้นขอบอกว่าเหมาะกับบรรยากาศสุดๆ นั้นคือ ข้าวสวย ไข่ต้มยางมะตูม ปลาทอด น้ำบูดูทรงเครื่อง และผักลวก โอ้ย!!! ขนาดแอดมินกลับมาเขียนยังไม่ลืมความอร่อยและความฟินส์ของอาหารมื้อนี้เลย ขณะที่เราตั้งวงรับประทานอาหารกันนั้นก็มีเพื่อนร่วมเดินทางจากทีมอื่นๆ เดินทางมาถึงประมาณ 30 คน เราได้พูดคุยทักทายและถามไถ่ หลากหลายคนที่มาเยือนที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นคนใน 3 จังหวัดและส่วนใหญ่จะเป็นคนยะลาที่อยู่ใกล้ๆ พวกเขาเล่าว่า อยู่ใกล้ๆต้องรีบมาเพื่อไปบอกต่อความสวยงามให้เพื่อนๆคนอื่นให้มาเที่ยวกันเยอะๆ

หลังจากรับประทานอาหารที่สุดฟินส์และพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองสนุกสนานแล้ว ก็ได้เวลานอน คืนนั้นทุกคนหลับสบาย จนเมื่อได้ยินเสียงอาซานในยามเช้าทุกคนก็ตื่นมาพร้อมกัน ละหมาดกันเสร็จก็เดินไปตรงหน้าผาเพื่อรอชมปรากฏการณ์ธรรมชาติทะเลหมอกในยามเช้า ทีมเราเดินออกไปเป็นทีมแรก ตอนนั้นอากาศเย็นสบาย ทะเลหมอกยังไม่ปรากฏให้เห็นพระอาทิตย์ยังคงซ้อนอยู่ใต้ก้อนเมฆ เรานั่งรอลุ้นกันประมาณ 20 นาที หมอกจากทางขวามือซึ่งคือฝั่งอำเภอยะหา ค่อยๆลอยล่องมายังจุดที่เรายืน มันคือความสวยงามที่คุ้มค่ากับการรอคอย หมอกยิ่งหนาและเพิ่มขึ้น มันเริ่มเหมือนทะเลแล้ว ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ เพื่อนร่วมทริปผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นบอกทุกคนว่า “พระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาแล้ว” ทุกคนหันไปดูพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือและกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพความทรงจำ ณ เวลานั้นบนยอดเขาโต๊ะสาเฮะห์แห่งนี้ไม่มีอะไรจะมากไปกว่ารอยยิ้มและความสุขของผู้คนที่ได้เห็นอีกแล้ว ทุกคนทั้งถ่ายภาพ แพร่ภาพสดกันอย่างตื่นเต้นดีใจ  แอดมินขอบอกว่าการถ่ายภาพหรือเซลฟี่กับทะเลหมอกที่นี่เราจะได้รูปที่สวยและชัดมาก เพราะไม่ย้อนแสงเหมือนที่อื่นๆ เห็นแบบนี้แล้วไม่อยากกลับบ้านเลย

แต่แล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับ ตอนนั้นเวลาประมาณ 08.30 น. เราเริ่มออกเดินทาง ซึ่งเส้นทางเดินกลับนั้นไม่ใช่เส้นทางตอนเดินขึ้นมา มันเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่ขอบอกเลยว่าไม่สูง ไม่ชัน ไม่เหนื่อย มีแต่ความชิวแบซูเล่าให้ฟังว่า ตอนขึ้นเขาเราอยากนำเที่ยวแบบผจญภัย และตอนลงเขาเราอยากให้ทุกท่านพบกับความสวยงามของผืนป่า ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่แบซูกล่าวทุกประการ ทุกคนเพลิดเพลินกับทางลงเขา ด้วยอากาศยามเช้าที่สดชื่น พบกับพันธุ์ไม้ที่หาดูได้ยากกมากมายตลอดทาง เราได้แต่เก็บความทรงจำและบันทึกภาพไว้เพื่อบอกต่อความสวยงามตรงที่แห่งนี้ บทความนี้ก็เป็นหนึ่งที่ได้นำความทรงจำที่สวยงามตรงนี้มาถ่ายทอดให้ทุกคนได้รับรู้ เพราะเราทุกคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้หวังว่าภาพสวยงามเหล่านี้จะเป็นภาพที่ทลายกำแพงความไม่สงบให้กับมาสงบสวยงามอีกครั้ง

ผู้ที่สนใจอยากมาสัมผัสความสวยงาม มาพิชิตยอดเขาโต๊ะสาเฮะห์ สามารถติดต่อได้ที่ นายสุบรี ดือราเซะมิง(แบซู) โทร. 084-9632848 หรือทางเฟซบุคเพจ: พิชิตยอดเขาโต๊ะสาเฮะห์ค่าบริการ 50 บาทต่อท่าน และค่าเช่าเต็นท์หลังละ 50 บาท(นอนได้ 3 คน) แบซูบอกเราว่ารายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 20%นำมาสู่กองกลางเพื่อบริหารจัดการและพัฒนาสถานที่ต่อไป และอีก 20% นำมาบริจาคให้กับตาดีกา(สถานสอนศาสนาให้เด็กๆในพื้นที่) เรียกได้มาคุ้มค่ามาก มาเที่ยวแล้วยังได้ร่วมบุญกลับไปอีก เพราะฉะนั้นแอดมินของเป็นตัวแทนบอกต่อทุกคนให้มาเที่ยวกันเยอะๆนะคะ

ภาพ/ข่าว/เอลิซ่า SPMCNEWS รายงาน

 

About หมึกแห่งความหวัง

Check Also

ฮือฮา!!!พบผีเสื้อสวยประหลาด แห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย ที่น้ำตกปาโจ อ.บาเจาะ ดัชนีตัวชี้วัด ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นป่า

เดือนเมษายน ของ …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *