ผู้สัมภาษณ์: อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ผู้ตอบสัมภาษณ์: อาจารย์ฆอซาลี อาแว นักวิชาการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
บทเปิด: 20 ปีไฟใต้ กับแผลเป็นที่ชื่อว่า “ความยุติธรรมบกพร่อง”

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: อาจารย์ครับ เราเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครบรอบสองทศวรรษพอดิบดี (ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกว่า 23,000 ครั้ง สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บนับหมื่นราย) ในมุมมองของนักวิชาการ อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้ไฟใต้ยังคงดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ครับ?
อาจารย์ฆอซาลี: ถ้ามองผ่านกรอบคิดของ ดันแคน แม็คคาร์โก (Duncan McCargo) ปัจจัยหลักไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนทรัพยากรหรือการศึกษาอย่างที่หลายคนเข้าใจครับ แต่ปัญหาใหญ่คือ “โรคบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม” และ “โรคความชอบธรรมบกพร่อง”
กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือโศกนาฏกรรมตากใบ แม้เวลาจะผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่อดีตอันทรงพลังนี้ไม่เคยถูกลบเลือน มันกลับกลายเป็น “น้ำทิพย์” ที่เติมพลังให้กลุ่มต้านรัฐมีความชอบธรรมในการต่อสู้ เมื่อกระบวนการยุติธรรมซึ่งควรเป็นที่พึ่งสุดท้ายเกิดความพร่องพรละ คนที่สูญเสียจึงไร้ทางเลือก หันไปพึ่งพาการใช้ความรุนแรง จนเกิดวงจรของ “แนวร่วมมุมกลับ” ที่เติบโตและได้รับความเห็นใจทั้งในและนอกพื้นที่ครับ
สมรภูมิยุคใหม่: เมื่อโลกออนไลน์ลุกเป็นไฟด้วย AI, IO และอุตสาหกรรมความชัง
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: นอกจากความขัดแย้งเชิงกายภาพแล้ว ทุกวันนี้เรายังเห็นการปะทะกันอย่างดุเดือดในโลกออนไลน์ อาจารย์มองปรากฏการณ์ “สงครามสื่อ” นี้อย่างไรครับ?
อาจารย์ฆอซาลี: น่ากลัวมากครับ เพราะตอนนี้เรากำลังเผชิญกับ “อุตสาหกรรมความชัง” ที่ขับเคลื่อนด้วยปฏิบัติการข่าวสาร (IO), ข่าวปลอม (Fake News) และเทคโนโลยี AI ที่จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง มีความพยายามสร้างวาทกรรมเหมารวม เช่น “มุสลิมคือโจร” หรือ “เด็กปอเนาะคือบีอาร์เอ็น” เพื่อกระตุ้นกระแสเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia)
แต่ถ้าเราดูสถิติจาก Deep South Watch ในช่วง 6 เดือนล่าสุด (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) จากผู้ได้รับผลกระทบ 145 คน เป็นพี่น้องมุสลิม 99 คน และพุทธ 34 คน ตัวเลขนี้ฟ้องชัดเจนว่า กระสุนและระเบิดไม่เคยเลือกศาสนา ทุกคนทุกความเชื่อต่างตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเหมือนกัน การเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกจึงทำลายบรรยากาศพหุวัฒนธรรมอย่างยิ่งครับ
พลวัตภาคประชาสังคม: จากผู้บรรเทาทุกข์สู่ “ตัวแสดงเชิงการเมือง”
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: ท่ามกลางวิกฤตที่ซับซ้อนนี้ บทบาทขององค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) ในพื้นที่ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไรบ้างครับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน?
อาจารย์ฆอซาลี: งานวิจัยของเราแบ่งพัฒนาการของภาคประชาสังคมออกเป็น 4 ยุคสำคัญครับ จากเดิมที่เป็นยุคต่อสู้เชิงอัตลักษณ์ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเยียวยาหลังปี 2547 และเข้าสู่ยุคสร้าง “พื้นที่กลาง” เมื่อมีกระบวนการพูดคุยสันติภาพ จนถึงปัจจุบันที่เรายกระดับเป็น “โครงสร้างเครือข่ายองค์รวม” เช่น สภาประชาสังคมชายแดนใต้ และ CAP
“ภาคประชาสังคมในพื้นที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่หน่วยงานสงเคราะห์หรือผู้ช่วยงานพัฒนาเชิงเทคนิคอีกต่อไป แต่ได้สั่งสมสถานะจนกลายเป็น ‘ตัวแสดงเชิงการเมืองในพื้นที่ทางสังคม’ (Political Actors in Social Space) ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความยั่งยืนของกระบวนการสันติภาพครับ”
ส่องกระจกดูตัวเอง: SWOT Analysis ของเครือข่ายภาคประชาสังคม
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: ถ้าเราประเมินความพร้อมของเครือข่ายภาคประชาสังคมในปัจจุบันผ่านมุมมอง SWOT เรามีจุดแข็ง จุดอ่อน และความท้าทายอะไรบ้างครับ?
อาจารย์ฆอซาลี: เราสรุปจาก 20 องค์กรเครือข่ายหลักได้ดังนี้ครับ:
| ปัจจัยภายใน (Internal) | ปัจจัยภายนอก (External) |
|---|---|
| จุดแข็ง (Strengths): • มีทุนทางสังคมและความไว้วางใจสูงจากชุมชนฐานราก • มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชนและการเยียวยา • มีพลังในการขับเคลื่อนนโยบาย (Policy Advocacy) |
โอกาส (Opportunities): • การเปิดพื้นที่กลางในกระบวนการพูดคุยสันติภาพระดับนโยบาย • การได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ • กระแสการเรียกร้องสันติภาพจากฐานราก (Everyday Peacebuilding) |
| จุดอ่อน (Weaknesses): • ขาดความต่อเนื่องของงบประมาณ ส่งผลต่อความเป็นอิสระ • มีช่องว่างระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ในการสืบทอดงาน • ระบบจัดการข้อมูลและงานวิจัยยังไม่เป็นเอกภาพ |
อุปสรรค (Threats): • ข้อจำกัดจากกฎหมายพิเศษและความหวาดระแวงจากรัฐ • ความพยายามแทรกแซงหรือควบคุมจากอำนาจรัฐ • ความแปรปรวนและความรุนแรงในสถานการณ์จริง |
ทางออกสู่อนาคต: Roadmap 20 ปีหลังไฟใต้
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: สุดท้ายนี้ อาจารย์มีข้อเสนอเชิงนโยบายหรือ Roadmap อย่างไรบ้าง เพื่อพาชายแดนใต้ก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน?
อาจารย์ฆอซาลี: คณะผู้วิจัยเสนอ 4 แนวทางหลักที่ต้องทำอย่างจริงจังครับ:
- ยกระดับสู่ Party C: ผลักดันให้ภาคประชาสังคมมีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์หรือตัวแทนภาคประชาชนที่เป็นทางการในโต๊ะพูดคุยสันติภาพ เพื่อนำเสียงจากพื้นที่ไปสู่การปฏิบัติจริง
- สร้างความยั่งยืนทางการเงิน (Social Enterprise): พัฒนาโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมเพื่อลดการพึ่งพางบประมาณภายนอก รักษาความเป็นอิสระทางการเมืองในการขับเคลื่อนประเด็นอ่อนไหว
- ส่งต่อพลังสู่คนรุ่นใหม่ (Peace Innovation): สร้างหลักสูตรและพื้นที่การเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในวาระของตนเอง เพื่อปิดช่องว่างระหว่างวัย
- บูรณาการข้อมูลและงานวิจัย: พัฒนาระบบจัดการข้อมูลที่เป็นเอกภาพ แปลงข้อมูลดิบในพื้นที่ให้เป็นงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำเสนอนโยบายต่อภาครัฐอย่างมีน้ำหนัก
บทสรุป: สันติภาพชายแดนใต้หลังผ่านพ้น 20 ปี จะสำเร็จไม่ได้ด้วยมาตรการความมั่นคงหรือปลายกระบอกปืน หัวใจสำคัญคือการ “คืนความยุติธรรม” แก้ไขความพร่องของกระบวนการยุติธรรม ยุติสงครามสื่อที่สร้างความเกลียดชัง และหนุนเสริมพลังของภาคประชาสังคมให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานสันติภาพ” ที่แท้จริง
หมายเหตุ
การตอบบทสัมภาษณ์นั้นอาจารย์ฆอซาลี อาแว นำมาจาก: บทความวิจัย(ที่ท่านได้ศึกษาลงพื้นที่) ในหัวข้อ “การถอดบทเรียนเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้” วารสารสังคมวิจัยและพัฒนา ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (2569)
160 total views, 160 views today

More Stories
สัมภาษณ์พิเศษ :บทสนทนาเพื่อสันติภาพ: รำลึกถึง “ดร.นอร์เบิรต์ โรเปอร์ส”, กว่า 20 ปีไฟใต้ และการเปิดพื้นที่ทางการเมือง
บาดแผลของประชาชนทั้ง กทม. และชายแดนใต้: สะท้อนเส้นทางสันติภาพที่ยากลำบาก แต่เสียงของพวกเราต้องดังไปถึงโครงสร้างอำนาจ
พลังแห่งความยุติธรรม: เมื่อโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและชุมชนสตูลลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้อง “เขาโต๊ะกรัง” ด้วยพลังกฎหมายและวิชาการ