อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569
ได้มีโอกาสเข้าพบ รศ.ดร.โคทม อารียา และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฟังข้อเสนอแนะท่าน ที่มูลนิธิเพื่อการพัฒาเด็ก ที่สำโรง สมุทปราการ บอกได้คำเดียวว่า ท่านคือ “วิศวกรสันติวิธี” ผู้เดินทางไกลเพื่อสันติภาพไทยและชายแดนใต้ และยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานนี้ต่อ แม้จะอายุมากและสุขภาพไม่เอื้ออำนวยมากนัก
กล่าวได้ว่า ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาสังคมและการขับเคลื่อนสันติวิธีของประเทศไทย ชื่อของ รศ.ดร.โคทม อารียา มักยืนหยัดเป็นหลักหมุดสำคัญในฐานะผู้ใช้ “หัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา” และ “มันสมองของวิศวกร” อุทิศตนถักทอเส้นทางแห่งความสงบสุขให้กับสังคมไทยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
แม้ในปัจจุบัน รศ.ดร.โคทม จะก้าวเข้าสู่วัยอาวุโส (เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2486) ทว่าประกายแห่งความมุ่งมั่นในการสร้างสันติภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ความขัดแย้งระลอกยาวนานอย่าง จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติ กลับมิได้ลดน้อยถอยลงตามสังขาร ทว่ากลับเปี่ยมล้นด้วยความลึกซึ้งและมุมมองที่ผ่านการตกผลึกจากกาลเวลา
1. จาก “วิศวกรไฟฟ้า” สู่ “วิศวกรสังคม” ด้วยพลังแห่งสันติวิธี
พื้นฐานชีวิตของ รศ.ดร.โคทม เริ่มต้นจากเส้นทางวิชาการสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากประเทศฝรั่งเศส และเคยดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่ศึกษาต่อต่างประเทศ เมื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศประชาธิปไตยและการต่อสู้ทางความคิด ท่ามกลางกระแสการเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการกดขี่ การได้อ่านวรรณกรรมชิ้นสำคัญอย่าง Les Justes (ผู้เที่ยงธรรม) ของ อัลแบรต์ กามูส์ หล่อหลอมให้ท่านตั้งคำถามต่อการใช้ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตมนุษย์ ก่อนจะเลือกเดินบนเส้นทาง “สันติวิธี” อย่างแน่วแน่ โดยถือคติว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมที่ยั่งยืนไม่อาจสร้างขึ้นได้บนคราบเลือดและการพรากชีวิตผู้อื่น
2. บทบาทสำคัญในการเมืองภาคประชาสังคมและธรรมาภิบาล
เส้นทางของ รศ.ดร.โคทม มิได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือรั้วมหาวิทยาลัย แต่ท่านกระโจนลงสู่สนามจริงเพื่อพยุงประชาธิปไตยไทยในยามวิกฤตผ่านบทบาทหลากหลาย:
- กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดแรก (พ.ศ. 2540–2544): ทำหน้าที่บุกเบิกวางรากฐานการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมและโปร่งใส
- ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล (และปัจจุบันในฐานะที่ปรึกษา): เป็นศูนย์กลางในการอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในหลากหลายมิติ
- การคลี่คลายวิกฤตการเมืองระดับชาติ: อาทิ เหตุการณ์ความรุนแรงปี 2553 ที่ท่านได้ร่วมรณรงค์ผลักดันพื้นที่วัดปทุมวนารามให้เป็น “เขตอภัยทาน” เพื่อปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์
3. เสียงสะท้อนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้: “ความไว้วางใจที่เปราะบาง”
ความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่ รศ.ดร.โคทม ให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
ท่านมักเน้นย้ำเสมอว่า หัวใจหลักของการแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการความมั่นคงทางทหาร แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” และ “ความไว้วางใจ” (Trust) ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างยากและเปราะบางอย่างยิ่ง
ในวัยที่ล่วงเลยสู่วัยชรา รศ.ดร.โคทม ยังคงเดินหน้าเป็นสะพานเชื่อมความคิด พูดคุยกับภาคประชาสังคม เยาวชนในพื้นที่ และกลุ่มผู้มีความเห็นต่างอย่างไม่ถือตัว ท่านมักชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “สันติวัฒนธรรม” (Culture of Peace) ที่ประกอบด้วยการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การรับฟังเสียงของ “คนชายขอบ” และการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนาว่าเป็นพลังเชิงบวก ไม่ใช่ภัยคุกคาม
4. คุณค่าและมรดกทางความคิดในวัยอาวุโส
แม้ว่าสังขารจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่จิตวิญญาณความเป็น “ครูผู้สร้างสันติภาพ” ของ รศ.ดร.โคทม อารียา ยังคงส่องทางให้คนรุ่นหลังเห็นว่า การต่อสู้เพื่อความถูกต้องและความยุติธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือความเกลียดชังเสมอไป
เรื่องราวชีวิตและการทำงานของท่านสะท้อนให้เห็นว่า “สันติวิธีไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความกล้าหาญขั้นสูงสุดในการอดทนอดกลั้นเพื่อรักษาชีวิตและศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์”
ในยามที่ประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายและความขัดแย้งระลอกใหม่ ๆ เสียงสะท้อน บทเรียน และรอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยความเมตตาของ รศ.ดร.โคทม อารียา จึงยังคงเป็นเข็มทิศทางศีลธรรมอันทรงคุณค่า ที่คอยเตือนสติสังคมไทยให้ก้าวเดินต่อไปบนวิถีแห่งสันติภาพและความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง
ข้อคิดช่วงท้ายการเสวนา:
ในช่วงท้ายของการแลกเปลี่ยน ท่านได้ฝากข้อคิดสำคัญว่า การสร้างสันติภาพนั้นต้องเริ่มด้วยตัวเราและกลุ่มของเรา ซึ่งถือเป็นปัจจัยและกุญแจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจต่อคู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่สังคมต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการโจมตีด้วย Hate Speech และข่าวปลอม (Fake News) ที่บั่นทอนความเข้าใจอันดีระหว่างกัน
232 total views, 232 views today

More Stories
“ผมดำสู่ผมขาว… 22 ปีสันติภาพชายแดนใต้ต้องรอถึงเมื่อไหร่?” เสียงสะท้อนจาก ‘อ.ฆอซาลี อาแว’ ถึงเวลาเลิกทำงานไปวันๆ แล้วมาร่วมสานพลังสร้างอนาคตจริงจัง
เสียงสะท้อนแห่งความอาลัย และ “ก้าวต่อไป” ของคนรุ่นหลัง: บันทึกการเดินทางส่ง “อาจารย์สมัย เจริญช่าง” สู่ความเมตตาของอัลลอฮ์
รายงานข่าวพิเศษ: เปิดพื้นที่เสวนาหรือสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน? สโมสรนักศึกษารัฐศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ปัตตานี โต้เดือด “TOP NEWS” ย้ำมหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ของความเห็นต่าง