อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

หาดใหญ่, ประเทศไทย – วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569 สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “Situating Borderland Dynamics in Thailand–Malaysia Relations”
การทำความเข้าใจพลวัตพื้นที่ชายแดนในความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย
โดยมี ดร.มาลา ราโจ สาเทียร (Dr. Mala Rajo Sathian) อาจารย์ประจำจากมหาวิทยาลัยมาลายา และนักวิชาการเยือนของสถาบันสันติศึกษา เป็นวิทยากรผู้บรรยาย และดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัตน์
การเสวนาครั้งนี้มุ่งเจาะลึกถึงการเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของพื้นที่ชายแดนใต้กับมาเลเซีย (อ่านรายงานก่อนหน้านี้ใน https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/56655)
ซึ่งซึ่งผู้เขียนได้เข้าร่วมเสวนาพร้อมตั้งคำถามช่วงท้ายต่อวิทยากร ในการจุดประกายข้อถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการรักษาความมั่นคงในยุคปัจจุบัน ระหว่างการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น กำแพงกั้นชายแดน กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
ส่วนหนึ่งมุมมองประวัติศาสตร์และพลวัตชายแดนที่เปลี่ยนไปจากการบรรยายของ ดร.มาลา ได้ฉายภาพพัฒนาการของพรมแดนไทย–มาเลเซียผ่านสองมุมมองหลัก ได้แก่:
- พรมแดนในฐานะพื้นที่หลบภัย (อดีต): ย้อนกลับไปในยุคสถานการณ์ฉุกเฉินมลายูปี พ.ศ. 2491 ทั้งสองประเทศเคยมีความกังวลเรื่องการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธและขบวนการแบ่งแยกดินแดน (ฝ่ายเห็นต่างจากเรียกตัวเองขบวนการปลดปล่อยเพื่อเอกราช)นำไปสู่ความร่วมมือในการสร้างเขตกันชนและการจัดตั้งคณะกรรมการชายแดน (เช่น ความตกลงปี พ.ศ. 2492 และ พ.ศ. 2508) ซึ่งมุ่งเน้นความปลอดภัยและการตัดวงจรพื้นที่หลบภัยเป็นหลัก
- พรมแดนในฐานะทรัพยากรทางการเมืองภายใน: กรอบความความร่วมมือทวิภาคีมักถูกขับเคลื่อนด้วยบริบทการเมืองภายในของแต่ละชาติ มากกว่าตัวพื้นที่พรมแดน โดยกรุงเทพฯ มองชายแดนเป็น “ดินแดนภายใน” ขณะที่กัวลาลัมเปอร์มองเป็นพื้นที่ภายนอกที่มีความเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางการเมืองภายในประเทศ (เช่น ระหว่างพรรค UMNO และ PAS) โดยมีเรื่องอธิปไตยเป็นกรอบจำกัด
ในปัจจุบัน ความท้าทายตามแนวชายแดนได้ยกระดับความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก โดยเปลี่ยนผ่านจากการลักลอบสินค้าและปัญหาความมั่นคงแบบดั้งเดิม สู่การเป็น “ระเบียงอาชญากรรมข้ามชาติ” เช่น คดีค้ามนุษย์ข้ามชาติ (กรณีวังกล่ำ) และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาศัยช่องว่างตามแนวพรมแดนในการเคลื่อนย้ายเหยื่อ
เนื่องจากต้นทางและตลาดของเครือข่ายเหล่านี้อยู่นอกกรอบทวิภาคีแบบเดิม การสกัดกั้นร่วมกันของภาครัฐจึงทำได้เพียงบรรเทาอาการปลายเหตุ นำมาสู่ความจำเป็นในการสร้างกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ครอบคลุม โดยอาศัยเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มข่าวกรองสมัยใหม่ เช่น แพลตฟอร์ม SHIELD ที่ริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2569 นี้
: “กำแพงกายภาพ” ปะทะ “เทคโนโลยี AI และสะพานเศรษฐกิจ”
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้เขียนได้มีการหยิบยกประเด็นคำถามที่ท้าทายต่อการกำหนดนโยบายความมั่นคงว่า: หากจำเป็นต้องเลือกเพื่อความมั่นคงระหว่างการสร้าง “กำแพงกั้นชายแดนแบบแข็ง” กับการใช้ “เทคโนโลยี AI และระบบตรวจจับอัจฉริยะ” แนวทางใดจะคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสกว่ากัน?
เมื่อพิจารณาจากข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและความเป็นจริงในพื้นที่ ชี้ให้เห็นว่าการทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับสิ่งก่อสร้างทางกายภาพอย่างกำแพงแข็ง อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน ด้วยเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้:
ข้อจำกัดของโครงสร้างทางกายภาพ:
- มองข้ามมิติทางมนุษย์และชุมชน: หัวใจสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงชายแดนประสบความสำเร็จคือปฏิสัมพันธ์ของประชาชนในพื้นที่ กำแพงที่แข็งกร้าวอาจทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม
- ความเสี่ยงต่อปัญหาความยากจน: มาตรการควบคุมที่เข้มงวดผ่านสิ่งกีดขวางทางกายภาพอาจไปจำกัดและทำลายระบบเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนท้องถิ่น ผลลัพธ์ที่ได้จึงอาจไม่ใช่ความมั่นคง แต่เป็นความยากจนที่เพิ่มขึ้น
- การแก้ที่ปลายเหตุ: กำแพงไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระดับจุลภาค ซึ่งเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาความมั่นคงในระดับมหภาค
ทางออกที่ยั่งยืน: “สะพานเศรษฐกิจแบบยืดหยุ่น”
ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า แทนที่จะสร้าง “กำแพงที่แข็งกระด้าง” รัฐควรเปลี่ยนผ่านสู่การสร้าง “สะพานเศรษฐกิจแบบยืดหยุ่น (Soft Economic Bridges)” ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่และการข่าวกรอง แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณและโปร่งใสตรวจสอบได้ผ่านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ด้วยการดึงเครือข่ายเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งมิติความมั่นคงและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
181 total views, 22 views today

More Stories
บาบอฮุสณี สื่อสาร 7 กลุ่ม ปมกระแสรัฐเดินหน้าผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ย้ำ “ไม่ต่อต้านการพัฒนา” แต่ต้องอยู่บนข้อมูล การมีส่วนร่วม และความเป็นธรรม
เปิดปมปลด 2 อิหม่ามสงขลา! คณะกรรมการอิสลามฯ ร่อนแถลงฉบับเต็ม ยันยึดหลักศาสนาและกฎหมายเพื่อรักษา “เอกภาพชุมชน”
เชื่อไฟใต้ไม่มอด เพราะ “ความล่าช้าคือความอยุติธรรม”: บทเรียนจากคดี 15 ปีบนศาลทหาร : ฟัครุดดีน บอตอ อดีตสว.นราธิวาส” (ตอนที่ 2)