อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
15 สิงหาคม 2569

สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีมีมติถอดถอนอิหม่าม 2 มัสยิด โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
- สาเหตุที่แท้จริง: การปลดไม่ได้เกิดจาก “ความเห็นต่างทางวิชาการ” ทั่วไป แต่มาจากพฤติกรรมจงใจฝ่าฝืนประกาศกำหนดวันสำคัญทางศาสนาของจุฬาราชมนตรี นำไปสู่การปฏิบัติที่แตกต่างจากแนวทางส่วนรวม และกระทบต่อความสงบเรียบร้อย รวมถึงเอกภาพของชุมชนมุสลิม
- ฐานอำนาจและหลักการ: ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ (มาตรา ๖๖) และสอดคล้องกับหลักนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮ์การปกครอง) ที่กำหนดให้ผู้นำต้องรักษาประโยชน์ส่วนรวม และความสามัคคีเพื่อป้องกันความแตกแยก
- กระบวนการที่เป็นธรรม: คณะกรรมการฯ ยืนยันว่าได้รวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งข้อกล่าวหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงอย่างรอบด้านผ่านกระบวนการคณะกรรมการโดยไม่มีการใช้อำนาจตามลำพัง
- สิทธิในการคัดค้าน: เคารพสิทธิของผู้ถูกถอดถอนในการยื่นคำคัดค้านตามขั้นตอนกฎหมาย และจะไม่ก้าวล่วงผลการพิจารณาขององค์กรผู้มีอำนาจ
- ข้อเรียกร้องถึงทุกฝ่าย: วอนให้หยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือสร้างความเกลียดชัง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือใช้มัสยิดเป็นพื้นที่ขัดแย้ง และให้ใช้ช่องทางอุทธรณ์ตามระเบียบพร้อมรอผลการวินิจฉัยอย่างสงบ
เปิดคำแถลงการณ์ “ชี้แจงข้อเท็จจริง
กรณีให้อิหม่ามพ้นจากตำแหน่ง” ฉบับเต็ม ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา
1 รอบิอุลเอาวาล ฮิจเราะหฺศักราช 1447 ตรงกับวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พุทธศักราช 2569
แถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริง
กรณีมติให้ผู้ดำรงตำแหน่งอิหม่ามพ้นจากตำแหน่ง และการยื่นคัดค้านมติดังกล่าว
สาระสำคัญ
คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลายืนยันว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบข้อกล่าวหา ชี้แจง และนำพยานหลักฐานเข้าสู่การพิจารณาอย่างถ้วนถี่ มตุดังกล่าวมิได้เกิดจากความขัดแย้งส่วนบุคคล หรือความเห็นทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่คณะกรรมการฯ ได้สอบสวนและพิจารณาแล้ว
๑. ที่มาของการชี้แจง
ตามที่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๙ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ให้อิหม่าม ๒ มัสยิดในจังหวัดสงขลา พ้นจากตำแหน่ง
คณะกรรมการฯ ตระหนักถึงสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น และการชุมนุมโดยสงบภายใต้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน ลดความขัดแย้ง และรักษาความสงบเรียบร้อยกับเอกภาพของชุมชนมุสลิม จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและหลักการดำเนินงานของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ต่อประชาชนและสื่อมวลชน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
๒. ฐานอำนาจและหลักการที่เกี่ยวข้อง
๒.๑ หลักการศาสนา
ผู้นำในอิสลาม ถูกบัญญัติให้มีขึ้นเพื่อทำหน้าที่สำคัญ ๒ ประการ คือ ปกป้องคุ้มครองศาสนาแห่งอัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) อันเป็นบ่อเกิดของคุณงามความดีและความถูกต้องเที่ยงธรรมทั้งหลาย และบริหารกิจการทางโลกเพื่อเอื้อต่อการนำสังคมสู่เป้าหมายที่ศาสนากำหนด
ภารกิจทั้งสองอย่างนี้จะสัมฤทธิผลได้ จำต้องอาศัยเอกภาพของสังคมเป็นหลักใหญ่ เนื่องจากภายใต้ความแตกแยก แบ่งฝักฝ่าย ผู้คนย่อมห้ำหั่นทำลายกันเองมากกว่าจะร่วมมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่สังคม ที่ตนเองอยู่อาศัย หรือบางทีบางฝ่ายก็ยอมเป็นเครื่องมือของศัตรู ทำลายพี่น้องของตนเองเสียด้วยซ้ำ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดในประวัติศาสตร์ กระทั่งในปัจจุบัน ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ
* ๒ –
เอกภาพของสังคมหนึ่ง ๆ สะท้อนจากสภาวะการนำในสังคมนั้นเอง หากการนำมีหลากหลายขั้ว ก็ย่อมบ่งบอกความเปราะบางในตัวเอง แต่หากการนำมีเพียงขั้วเดียว สังคมก็จะรักษาความเข้มแข็งไว้ได้ ภายใต้หลักการ “สะมิอุณ วะอะเฎาะอะนา” سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا หรือเชื่อฟังและปฏิบัติตาม จากฝั่งประชาชนและหลักความรับผิดชอบต่อประชาชนจากฝั่งผู้นำ
ด้วยเหตุนี้ การอยู่ร่วมกันของมุสลิม จึงต้องมีผู้นำที่มาจากมุสลิมกันเอง และผู้นำจะต้องมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกภาพของสังคม เมื่อมีผู้นำที่มาอย่างชอบธรรมแล้ว ก็จำเป็นเหนือมุสลิมทุกคนที่อยู่ในขอบเขตปริมณฑลของผู้นำดังกล่าว ต้องยอมรับในอำนาจและปฏิบัติตนตามกฎระเบียบที่ผู้นำใช้อย่างสอดคล้องกับอัลกุรอานและซุนนะฮฺ
หลักการเรื่องการเชื่อฟังผู้นำและการฝ่าฝืนผู้นำในอิสลามเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอิสลามต้องการรักษาทั้งศาสนา ความสงบเรียบร้อย ความยุติธรรม และเอกภาพทางสังคม เหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนผู้นำที่อยู่ภายใต้การเชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูล
๑) หลักการพื้นฐาน : ต้องเชื่อฟังผู้นำในสิ่งที่ถูกต้อง
อัลกุรอานกล่าวว่า:
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และเชื่อฟังรอซูล และผู้มีอำนาจในหมู่พวกเจ้า”— (อัลนิซาอ์ : ๕๙)
๒) อัลฮาดิษ จากท่านอบูฮุรอยเราะห์ รายงานว่า
รายงานจาก อบูฮุรอยเราะห์ ท่านนบี \text{ﷺ} กล่าวว่า
“ผู้ใดเชื่อฟังฉัน แท้จริงเขาได้เชื่อฟังอัลลอฮฺ และผู้ใดฝ่าฝืนฉัน แท้จริงเขาได้ฝ่าฝืนอัลลอฮฺ และผู้ใดเชื่อฟังผู้นำ แท้จริงเขาได้เชื่อฟังฉัน และผู้ใดไม่เชื่อฟังผู้นำ แท้จริงเขาได้ฝ่าฝืนฉัน” (บุคอรีย์, มุสลิม)
๓) อัลฮาดิษหลักที่กำชับ “จงฟังและเชื่อฟัง”
عَنِ ابْنِ عُمَرَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا، عَنِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ: (عَلَى الْمَرْءِ الْمُسْلِمِ السَّمْعُ وَالطَّاعَةُ فِيمَا أَحَبَّ وَكَرِهَ، مَا لَمْ يُؤْمَرْ بِمَعْصِيَةٍ، فَإِذَا أُمِرَ بِمَعْصِيَةٍ فَلَا سَمْعَ وَلَا طَاعَةَ.)؛ مُتَّفَقٌ عَلَيْهِ.
“หน้าที่ของมุสลิมคือการฟังและเชื่อฟัง ทั้งในสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบ เว้นแต่เขาจะถูกสั่งให้กระทำความผิด ก็ไม่มีการฟังและการไม่มีการเชื่อฟัง”
* ๓ –
พิจารณาจากซุนนะฮ์ จึงสรุปเป็น ๕ ข้อ ดังนี้
(๑) ฟังคำสั่ง = السَّمْعُ
ไม่ควรปฏิบัติคำสั่งเพียงเพราะไม่ชอบผู้นำ
(๒) เชื่อฟัง = الطَّاعَةُ
เมื่อเป็นคำสั่งที่ถูกต้อง และอยู่ในขอบเขตอำนาจ
(๓) ตักเตือนและให้คำแนะนำ = النَّصِيحَةُ
ไม่ใช่โจมตี กล่าวหา ใส่ร้าย
(๔) ไม่เชื่อฟังในความผิด = عَدَمُ طَاعَةٍ فِي الْمَعْصِيَةِ
หากถูกสั่งให้กระทำสิ่งที่ผิดบาป
(๕) หลีกเลี่ยงการสร้างฟิตนะฮฺ = عَدَمُ الْفِتْنَةِ
ไม่ใช้ความขัดแย้งเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยก และความเสียหายวุ่นวายที่ใหญ่กว่า
๔) หลักเกณฑ์ในทางฟิกฮ์การปกครอง (الأحكام السلطانية)
- หลักการบริหารผู้นำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
تَصَرُّفُ الْإِمَامِ عَلَى الرَّعِيَّةِ مَنُوطٌ بِالْمَصْلَحَةِ
โดยสาระ คือ การดำเนินการของผู้นำต่อประชาชน ต้องผูกพันกับประโยชน์ส่วนรวม ดังการใช้อำนาจไม่ได้เป็น “สิทธิส่วนตัว” ของผู้นำ แต่เป็น “อมานะฮ์” ที่ต้องดูแลและใช้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม
- หลักเกณฑ์การวินิจฉัยเพื่อยุติความขัดแย้ง
حُكْمُ الْحَاكِمِ يَرْفَعُ الْخِلَافَ
“คำวินิจฉัยของผู้ปกครอง เป็นที่ยุติข้อพิพาท”
เป็นหลักการบริหารปกครองที่สำคัญมาก ในเรื่องการปกครอง การวินิจฉัยข้อพิพาท และเรื่องที่มีความเห็นต่างกัน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
๕) แนวปฏิบัติของสลัฟซอและห์กรณีเกิดความเห็นต่าง
ท่านอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เห็นว่าเมื่ออยู่ที่มินา อุษมานควรละมาดก๊อศร์ ตามอย่างท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และคอลีฟะฮ์สองท่านก่อน
แต่เมื่อผู้นำคือท่านอุสมาน บิน อัฟฟาน ละหมาดเต็มสี่รอกอะฮฺระหว่างอยู่ที่มินา ท่านอับดุลลอฮฺก็ละหมาดสี่รอกอะฮฺตามผู้นำด้วย
* ๔ –
มีผู้ถามท่านว่าเหตุใดจึงละหมาดสี่รอกอะฮฺ ทั้ง ๆ ที่ท่านบอกว่าควรละหมาดสอง?
ท่านตอบว่า اَلْخِلَافُ شَرٌّ การขัดแย้งเป็นความชั่วร้ายประการหนึ่ง
البخاري ١٠٨٤ مسلم ٦٩٥ أبوداود ١٩٦٠
๒.๒ ขอบเขตอำนาจตามที่กฎหมายรองรับ
๑) พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๘ (๓) กำหนดให้จุฬาราชมนตรีมีอำนาจออกประกาศแจ้งผลการดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม
๒) พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๖๖ กำหนดให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีหน้าที่กำกับดูแล และตรวจตราการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ตลอดจนมีอำนาจพิจารณาแต่งตั้ง ถอดถอน และสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างการสอบสวนตามเงื่อนไขของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
๓) อิหม่ามมิได้มีฐานะเพียงผู้นำประกอบศาสนกิจ แต่เป็นประธานคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด จึงมีหน้าที่ต้องรักษาความถูกต้อง ความเป็นระเบียบ และเอกภาพของสัปปุรุษ รวมถึงเคารพกระบวนการบริหารกิจการศาสนาอิสลามตามกฎหมายกำหนด
๔) ตามหลักศาสนา การเชื่อฟังผู้นำมีผลในกิจการที่ชอบธรรมและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ การกำหนดวันสำคัญโดยกระบวนการดูดวงจันทร์ตามอำนาจที่กฎหมายรับรอง มิใช่คำสั่งให้กระทำสิ่งต้องห้ามทางศาสนา
๓. ประเด็นที่คณะกรรมการฯ พิจารณา
การพิจารณามิได้ตั้งอยู่บนเหตุที่ผู้ดำรงตำแหน่งอิหม่ามมีความเห็นทางวิชาการแตกต่างจากบุคคลอื่น เพราะการแลกเปลี่ยนความเห็นทางวิชาการโดยสุจริตย่อมกระทำได้ แต่คณะกรรมการฯ พิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม ได้แก่
- รับทราบประกาศกำหนดวันอีดของจุฬาราชมนตรีแล้วหรือไม่?
- จงใจกำหนด ประกาศ นำ หรือจัด ให้มีการประกอบศาสนกิจในวันอื่น โดยอาศัยสถานะอิหม่ามหรือไม่?
- ชักนำสัปปุรุษให้ปฏิบัติแตกต่างจากแนวทางส่วนรวม และผลกระทบต่อเอกภาพของชุมชน
- คำชี้แจง พยานหลักฐาน เจตนา เหตุบรรเทาโทษ และท่าทีต่อการแก้ไขปัญหา
- ความเหมาะสมและความไว้วางใจที่จำเป็นต่อการดำรงตำแหน่งผู้นำมัสยิดต่อไป
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานทั้งหมดแล้ว คณะกรรมการฯ มีมติว่า พฤติการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงความเห็นต่างส่วนบุคคล แต่เป็นการปฏิบัติที่กระทบต่อระเบียบการบริหารกิจการศาสนา ความเป็นเอกภาพของญะมาอะฮ์ (กลุ่มคน) และความไว้วางใจต่อการปฏิบัติหน้าที่อิหม่าม จึงมีมติตามที่ได้แจ้งแก่ผู้เกี่ยวข้อง
* ๕ –
๔. กระบวนการพิจารณาที่ได้ดำเนินการ
คณะกรรมการฯ ขอยืนยันว่า ได้ดำเนินกระบวนการโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมและสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา โดยสาระสำคัญ ประกอบด้วย
- รวบรวมประกาศ เอกสาร ข้อมูล และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
- แจ้งข้อกล่าวหา และข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณา
- ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง โต้แย้ง และนำพยานหลักฐานของตนเข้าสู่กระบวนการ
- พิจารณาข้อเท็จจริงโดยองค์คณะ ไม่มีบุคคลใดสั่งการหรือวินิจฉัยโดยลำพัง
- ประชุม ลงมติ และบันทึกเหตุผลตามขั้นตอนที่กำหนด
- แจ้งผล และสิทธิในการคัดค้าน หรือดำเนินการตามช่องทางระเบียบที่กำหนด
รายละเอียดบางส่วนของสำนวนไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะได้ทั้งหมด เพราะอาจกระทบต่อสิทธิของบุคคล พยาน และกระบวนการพิจารณาคำคัดค้าน แต่เอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ถูกเก็บรักษาไว้เพื่อการตรวจสอบตามกฎหมาย
๕. การยื่นคัดค้านและสถานะของเรื่องราว
การยื่นคัดค้านเป็นสิทธิของผู้ถูกถอดถอน คณะกรรมการเคารพสิทธิดังกล่าวและพร้อมส่งเอกสารหรือดำเนินการตามกระบวนการต่อองค์กรผู้มีอำนาจวินิจฉัยโดยถ้วนถี่ การยื่นคัดค้านมิใช่หลักฐานว่ามติเดิมไม่ชอบ และในขณะเดียวกันคณะกรรมการจะไม่ก้าวล่วงถึงผลการพิจารณาคำคัดค้าน
ในระหว่างนี้ ขอให้ทุกฝ่ายเคารพสถานะทางกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติที่องค์กรผู้มีอำนาจกำหนด หลีกเลี่ยงการเข้าควบคุมสถานที่ การขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ การเผชิญหน้า การข่มขู่ การเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือการกล่าวหาที่กระทบเกียรติของบุคคลอื่น
หมายเหตุอ่านฉบับเต็มใน
https://www.facebook.com/share/p/1DSpvhXoeA/?mibextid=wwXIfr

4,719 total views, 2,830 views today

More Stories
บาบอฮุสณี สื่อสาร 7 กลุ่ม ปมกระแสรัฐเดินหน้าผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ย้ำ “ไม่ต่อต้านการพัฒนา” แต่ต้องอยู่บนข้อมูล การมีส่วนร่วม และความเป็นธรรม
เชื่อไฟใต้ไม่มอด เพราะ “ความล่าช้าคือความอยุติธรรม”: บทเรียนจากคดี 15 ปีบนศาลทหาร : ฟัครุดดีน บอตอ อดีตสว.นราธิวาส” (ตอนที่ 2)
เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการศึกษา : แก้ไฟใต้ 20 ปีได้ “ฟัครุดดีน บอตอ อดีตสว.นราธิวาส” (ตอนที่ 1)